หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: เที่ยว...ออสเตรเลียใต้ เยือน"บารอสซ่า"หุบเขาแห่งไวน์  (อ่าน 2464 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
platoo
พี่ซ่า
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 168


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 26 ธันวาคม 2008 »


โลกหลากวิถี: เที่ยว...ออสเตรเลียใต้ เยือน"บารอสซ่า"หุบเขาแห่งไวน์
Source - เว็บไซต์ไทยรัฐ (Th)

          พักร้อนปีนี้ มีโอกาสกลับไปเยือนออสเตรเลียประเทศที่มีขนาดพื้นที่ของประเทศใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลกอีกเป็นครั้งที่สอง

          เป็นการเดินทางในฐานะนักท่องเที่ยวและคอไวน์มือใหม่ โดยมีจุดหมายปลายทางที่หุบเขา “บารอสซ่า” และ แกงการู ไอส์แลนด์ ดินแดนทางตอนใต้ของประเทศออสเตรเลีย

          ด้วยความเป็นประเทศที่ใหญ่โต กว้างขวาง การเดินทางจากมหานครซิดนีย์ ซึ่งอยู่ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ (New South Wales) ไปยังรัฐออสเตรเลียใต้ (South Australia) จึงใช้เวลาถึงเกือบ 2 วันเต็มๆ และแล้ว เราก็มายืนอยู่ในเมืองอะดิเลด (Adelaide) คือ เมืองหลวงของออสเตรเลียตอนใต้

          แม้จะไม่โด่งดังเหมือน ซิดนีย์ เมลเบิร์น หรือ แคนเบอร์รา ที่เป็นเมืองหลวง แต่เมืองอะดิเลด ก็ได้ ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของออสเตรเลียตอนใต้ เป็นเมืองที่รู้จักกันในฐานะของเมืองแห่งวัฒนธรรมและเทศกาล จึงไม่แปลกที่จะเห็นอาคารในเมืองอะดิเลด ยังคงไว้ ซึ่งสถาปัตยกรรม สะท้อนประวัติศาสตร์และความรุ่งเรืองในอดีตของชาวเยอรมันพลัดถิ่น ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับมหานครซิดนีย์ ซึ่งปัจจุบันมีแต่ตึกสูงระฟ้า และเต็มไปด้วยผู้คนจากทุกมุมโลก จนแทบจะกลืนกินความเป็นออสซี่ไปจนหมดสิ้น

          “บารอสซ่า” หุบเขาแห่งไวน์เป็นมนต์เสน่ห์อย่างหนึ่งของอะดิเลด ใช้เวลาขับรถประมาณหนึ่งชั่วโมงขึ้นไปทางเหนือของเมืองอะดิเลด ตามรายทางจะเห็นไร่องุ่นปลูกเลาะไล่กันเป็นระดับ รวมทั้ง โรงบ่มไวน์ ที่เรียงรายไม่น้อยกว่า 50 แห่ง เนื่องจากที่นี่มีชื่อเสียงในฐานะเป็นแหล่งผลิตไวน์ที่ดีที่สุดในโลก สามารถผลิตไวน์ ได้ถึงเกือบ 500 ล้านลิตร ส่งขายไปทั่วโลกในแต่ละปี มีทั้งไวน์ตั้งแต่ระดับราคาขวดละ 3-4 ร้อยบาท ไปจนถึงราคาขวดที่หยิบไม่ลงนั่นคือมากกว่าแสนบาทขึ้นไป

          เราขับรถไปเรื่อยๆ ปิดเครื่องปรับอากาศเพราะเป็นช่วงปลายของฤดูใบไม้ร่วง ที่อุณหภูมิค่อนข้างเย็นสบาย คือ อยู่ที่ประมาณ 16-18 องศาเซลเซียส ไม่หนาวจนเกินไป สำหรับนักเดินทางที่มาจากประเทศเขตร้อนอย่างเราๆ

          ภายในหุบ เขาบารอสซ่า มีคนประมาณกว่า 500 ครัวเรือนยึดอาชีพปลูกองุ่น ผลผลิตที่ได้ประมาณ 60,000 ตัน ส่งให้กับโรงบ่มไวน์ประมาณ 50 แห่ง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นโรงบ่มไวน์ที่มีไวน์ ซึ่งมีชื่อเสียง เช่น Jacob's creek, Seppelt รวมถึง Penfolds ที่ประกอบด้วยไวน์ Bin ต่างๆ ซึ่งคนไทยกำลังคลั่งไคล้อยู่ในเวลานี้

          องุ่นที่ปลูกในบารอสซ่า มีทั้งองุ่นพันธุ์ ชาร์ดอนเนย์, เซวิลอง, รีสลิ่ง, คาร์เบอร์เนต์ ซาวิยอง, เมโลต์, ซาวิยอง บลองซ์, พีน็อต นัวร์, วีโอนีเยอร์, พีน็อต รีจิโอ, เกรนาช, ชีราซ ฯลฯ ซึ่งเมื่อนำมาผลิตเป็นไวน์ องุ่นแต่ละสายพันธุ์จะให้คุณสมบัติเฉพาะ รวมทั้งการนำสายพันธุ์องุ่นแต่ละสายพันธุ์มาผสมกันเพื่อ ผลิตเป็นไวน์ในสัดส่วนที่พอเหมาะก็จะให้รสชาติที่พิเศษเฉพาะออกไปอีก

          หลังจากสัญจรจิบไวน์ในโรงบ่มไวน์จนหายหนาว และได้มีโอกาสพูดคุยกับบรรดาไวน์เมกเกอร์ ทำให้รู้ว่า ไวน์แต่ละชนิดแม้จะเป็นองุ่นพันธุ์เดียวกัน ปลูกในที่เดียวกัน แต่กลับให้รสชาติและกลิ่นที่แตกต่างกัน

          คอไวน์มืออาชีพชาวออสซี่ บอกว่า กลิ่นและรสชาติของไวน์ เป็นเสน่ห์และสีสันที่ดีสำหรับการดื่ม ไวน์บางตัวให้กลิ่นโอ๊คจากการบ่มที่ชัดเจน ขณะที่ไวน์บางตัวแค่สูดกลิ่นก็รู้ว่าจะมีรสชาติอย่างไร หวานหอม ขมหวาน ฝาด เปรี้ยว ขมหอม หรือมีความฉุนที่เรียกว่าเพพเพอร์รี่มากน้อยแค่ไหน หรือมีโครงสร้างที่หนักเบาต่างกันอย่างไร

          ไวน์บางตัว พอเขย่าแก้วให้กลิ่นแท้ๆ ของไวน์ แตกตัว อาจจะได้กลิ่นดิน ที่เรียกว่าเอิร์ธตี้ชัดเจน ซึ่ง หมายความว่า ไวน์นั้นผลิตจากองุ่นที่มาจากผืนดินที่แห้งแล้ง ซึ่งเป็นความตั้งใจของคนทำไวน์ ที่ต้องการให้รากขององุ่นหยั่งลึกลงไปในดินชั้นที่ลึกมากๆ เพื่อดึงแร่ธาตุบางอย่างจากดินขึ้นมา

          จุดน่าสนใจของการทำไวน์ในบารอสซ่า ซึ่งถือว่าเป็นไวน์โลกใหม่ ก็คือ ในกระบวนการผลิตจะใช้กรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วย ทำให้ได้ไวน์ที่มีคุณภาพมาตรฐานคงที่ ไม่จำเป็นต้องอาศัย ดิน ฟ้า อากาศ เหมือนไวน์โลกเก่าที่ผลิตในฝรั่งเศส หรืออิตาลี

          ในหุบเขาบารอสซ่า มีลำธารน้ำที่สำคัญแห่งหนึ่งชื่อว่า ลำธารจาคอบส์ ครีก (Creek แปลว่า ลำธาร) ซึ่ง โยฮัน แกรมท์ ชาวเยอรมัน บาวาเรียนพลัดถิ่น ตั้งชื่อให้เป็นเกียรติยศแก่ มิสเตอร์วิลเลียม จาคอบส์ ผู้ค้นพบเมืองอะดิเลด และบารอสซ่า

          หลังจากอิ่มหนำสำราญในบารอสซ่าแล้ว เราเดินทางต่อไปยัง เกาะจิงโจ้ หรือ แกงการู ไอส์แลนด์ (Kangaroo Island) ซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่ที่ว่ากันว่ามีจำนวนของโคล่ามาก ที่สุดแห่งหนึ่งในออสเตรเลีย โดยไม่ลืมที่จะหอบไวน์รสเลิศจากบารอสซ่า โดยเฉพาะ สปาร์กกลิ้ง ชีราซ ของจาคอบส์ ครีก ที่ไม่มีขายในเมืองไทย กับ Bin555 สุดยอดไวน์ชีราซ จากวินดัม เอสเตท ซึ่งปลูกในหุบเขาฮันเตอร์ รัฐนิวเซาท์เวลส์ติดมือไปด้วย ขณะที่ประดามวลมิตรทั้ง จีนและญี่ปุ่น เลือกที่จะดื่ม เซวิลอง ชาร์ดอนเนย์ ไวน์ขาวที่ผลิตจากองุ่นพันธุ์เซวิลอง และชาร์ดอนเนย์ กับเนื้อปลาที่ตกกันสดๆ จากมหาสมุทรอินเดียมากกว่า

          ส่วนเพื่อนชาวออสซี่ยืนยันที่จะดื่มจาคอบส์ ครีก ชาร์ดอนเนย์ พิโนนัวร์ สปาร์กกลิ้ง ไวน์ขาว ที่ผลิตจากองุ่นพันธุ์ชาร์ดอนเนย์ และพิโนนัวร์ ที่มีทั้งกลิ่นและรสของซิตรัส ถั่ว ขนมปัง และกลิ่นครีมจากตะกอนของยีสต์ที่ใช้ในการบ่ม และชาร์ดอนเนย์ เซวิลอง รีเสิร์ฟปี 96 เพื่อดับกลิ่นคาวของปลาย่างกับชีสทอดมากกว่า

          เพื่อนๆใน แกงการู ไอส์แลนด์ ต้อนรับสหายด้วยอาหารรสเลิศ ทั้งเนื้อแกะ เนื้อไก่ และเนื้อปลา ที่เมื่อแต่ละคนหั่นเนื้อเข้าปากแล้วจิบไวน์ตาม โลกทั้งโลกก็ดูเหมือนจะเป็นของเราไปทันที.

          โฟกัส

          รอบรู้เรื่องไวน์จาก “บารอสซ่า”

          ไวน์ที่บ่มในถังไม้โอ๊ค อเมริกัน จะให้กลิ่นมะพร้าว

          ไวน์ที่บ่มในถังไม้โอ๊ค ฝรั่งเศส จะให้กลิ่นวานิลา

          คาร์เบอร์เนต์ ไวน์ ให้กลิ่นผลไม้สีแดงสุก

          เมโลต์ ไวน์ ให้กลิ่นผลไม้สีดำ

          คาร์เบอร์เนต์ ซาวิยอง ให้โครงสร้างไวน์ที่ดี และให้รสขมหอม

          ชีราซ ให้โครงสร้างไวน์ที่นุ่มนวล แต่ให้รสชาติเผ็ดเล็กๆแบบสมุนไพร หลังดื่มจะให้รสชาติหวานหอม
บันทึกการเข้า
vhay
ซ่าเรียกพี่
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 613



ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2009 »

น่าเที่ยว ขยิบตา
บันทึกการเข้า



tosnatoa
วัยซ่า
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 11 พฤศจิกายน 2010 »

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆครับ
บันทึกการเข้า

[
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: