หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: มือเท้าชา ปัญหาที่พบได้ในคนทามงานอ๊อฟฟิต  (อ่าน 1703 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
a j
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: 05 มกราคม 2011 »


มือชาเท้าชา เป็นปัญหาสุขภาพอย่างหนึ่ง ที่มักเกิดกับคนในวัยทำงาน หรือผู้ที่ต้องนั่งทำงานประจำออฟฟิศ ทำงานนั่งโต๊ะใช้คอมพิวเตอร์นานๆ นพ.กวี ภัทราดูลย์ ศัลยแพทย์ทางมือและจุลศัลยกรรม โรงพยาบาลเวชธานี ให้ข้อมูลว่า “คนที่ต้องนั่งทำงานอยู่ท่าเดิมนานๆ ก็อาจมีโอกาสเกิดอาการมือเท้าชาได้มากกว่าปกติบ้าง จากการที่เส้นประสาทโดนกดทับ ที่พบบ่อยคือ บริเวณข้อมือ จากการที่ข้อมืออยู่ในท่าแอ่น หรือ งอนานๆ เช่น การใช้เมาส์ หรือ พิมพ์งาน เป็นต้น

อาการมือเท้าชาในคนทำงานเกิดจากการที่เส้นประสาทที่พาดผ่านบริเวณข้อมือถูก กดทับ ซึ่งเส้นประสาทนี้จะผ่านจากแขนไปยังข้อมือเพื่อไปรับความรู้สึกที่บริเวณมือ โดยทอดผ่านบริเวณข้อมือและลอดผ่านเอ็นที่ยึดบริเวณข้อมือ อาจมีสาเหตุบางประการที่ทำให้เส้นประสาทนี้ถูกกดทับได้ จึงทำให้มือชา ร่วมกับมีอาการปวดชาร้าวไปยังท่อนแขนหรือต้นแขนได้ และบางคนพบว่ามือข้างที่เป็นอ่อนแรงหยิบจับสิ่งของไม่ถนัด ถ้าทิ้งไว้จะพบว่า กล้ามเนื้อบริเวณโคนนิ้วหัวแม่มืออาจจะแฟบลงเมื่อเทียบกับมืออีกข้างหนึ่ง พบในเพศหญิงมากกว่าชาย ระหว่างวัย 30-60 ปี

ปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดอาการ มือเท้าชาได้
- การกระแทกที่บริเวณข้อมืออยู่เป็นประจำ เช่น ใช้เครื่องตัดหญ้า เครื่องเจาะสกรู กำไม้เทนนิส ไม้กอล์ฟ
- กระดูกข้อมือหัก หรือการหลุดเคลื่อนของข้อ
- โรคไขข้ออักเสบ เช่น รูมาตอยด์ เก๊าต์
- คนที่เป็นเบาหวาน กลุ่มไทรอยด์บกพร่อง
- ภาวะบวมน้ำจากโรคไต และตับ
- ภาวะตั้งครรภ์
- คนที่มีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนจากการหมดประจำเดือน

ความอ้วนเป็นสาเหตุให้เกิดอาการมือชาหรือไม่
เดิม เชื่อว่าความอ้วนน่าจะเป็นเหตุปัจจัยเสี่ยง ของการเกิดโรคด้วย แต่ปัจจุบันยังไม่พบหลักฐานยืนยันชัดเจน จึงเชื่อว่าไม่น่าจะมีความสัมพันธ์กัน

อาการมือเท้าช้าที่อาจสังเกต ได้ถึงความผิดปกติอย่างชัดเจน ซึ่งควรมาพบแพทย์ คือ อาการเริ่มแรกผู้ป่วยจะมีอาการชานิ้วมือ ซึ่งมักจะเป็นที่นิ้วกลางและนิ้วนาง รวมทั้งนิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือชาได้ เริ่มแรกอาการมักจะชาตอนกลางคืน สะบัดข้อมืออาการจะดีขึ้น หรือชาตอนทำงาน ต่อมาอาการชาจะเป็นมากขึ้นและบ่อยขึ้น จนกระทั่งชาเกือบตลอดเวลา มักจะมีอาการปวดตื้อๆ ร่วมด้วยที่มือและแขน ร่วมกับอาการชานอกจากนี้ ผู้ป่วยจะไม่ค่อยมีแรง มีของหลุดจากมือโดยไม่ได้ตั้งใจ ถ้าเป็นนานๆ โดยไม่ได้รับการรักษาจะมีอาการอุ้งมือด้านข้างลีบได้

รักษาอย่างไร
การ รักษาอาการมือชาที่มาจากการกดทับเส้นประสาทมีทั้งวิธีไม่ผ่าตัด และวิธีผ่าตัด โดยการรักษาวิธีเบื้องต้นโดยการไม่ผ่าตัด ลดความดันในโพรงข้อมือ ได้แก่
- การดามข้อมือ พบว่า ถ้าให้ข้อมืออยู่นิ่งๆ ตรงๆ จะมีความดันในโพรงข้อมือต่ำสุด ซึ่งจะทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงเส้นประสาทดีขึ้น ถ้าเป็นระยะแรก (พังผืดยังไม่หนามากนัก จะได้ผลค่อนข้างดี)
- ปรับการใช้ข้อมือในการทำงานและชีวิตประจำวันให้ถูกต้อง พบว่า การทำงานที่ต้องใช้ข้อมือกระดกขึ้น หรืองอข้อมือซ้ำๆ กันนานๆ รวมทั้งงานที่มีการสั่นกระแทก จะทำให้ความดันในโพรงข้อมือสูงขึ้นได้ การปรับอุปกรณ์การทำงานให้ถูกตามหลักอาชีวศาสตร์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น
- การให้ยาต้านโรครูมาตอยด์จะช่วยลดความดันในบริเวณข้อมือได้ ในรายที่เป็นโรคนี้แบบทุติยภูมิ เช่น จากภาวะรูมาตอยด์ และมีเยื่อหุ้มเอ็นหนาตัวขึ้น
- ถ้าอาการเป็นมากขึ้น แพทย์จะแนะนำให้ฉีดยาสเตียรอยด์ เข้าไปในบริเวณที่เส้นประสาททอดผ่าน ซึ่งยานี้จะแพร่กระจายไปยังบริเวณเยื่อบุผิวข้อ และเส้นเอ็นที่มีการอักเสบ และบวม ทำให้อาการบวมยุบลง การกดเส้นประสาทจะน้อยลง ปริมาณของยาที่ใช้ฉีดไม่มากนักและไม่มีอันตรายที่รุนแรง การรักษาด้วยวิธีการเหล่านี้จะได้ผลดีในกรณีที่เส้นประสาทไม่ถูกกดทับมากนัก ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด โดยตัดเอาส่วนของพังผืด เส้นเอ็นในส่วนที่กดทับเส้นประสาทออก หลังผ่าตัดอาการก็จะดีขึ้น อาการปวดลดลง อาการชาลดลง แต่อาจไม่ถึงกับหายสนิทยังจะต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง
- ยารับประทานที่มักนิยมใช้คือ ยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์และยาบำรุงเส้นประสาท

อาการ มือชา ถ้าไม่รับการรักษาและปล่อยทิ้งไว้นานๆ จนส่งผลให้เกิดอาการรุนแรงได้นั้น คือ การที่กล้ามเนื้อบริเวณอุ้งนิ้วหัวแม่มือลีบไป และทำให้กำลังมือลดลง

คำแนะนำถึงวิธีบรรเทาอาการ หรือวิธีปฏิบัติตัวให้ห่างไกลจากอาการมือชา
- หลีกเลี่ยงการใช้งานมือในลักษณะเกร็งนานๆ
- ควบคุมหรือรักษาโรคประจำตัว โดยเฉพาะเบาหวานให้ดี
- การใช้ยาลดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ชนิดรับประทานมักจะได้ผลดี โดยอยู่ในดุลพินิจของแพทย์
- บางรายอาจต้องใช้อุปกรณ์ช่วยดามข้อมือชั่วคราว

อย่าง ไรก็ตาม อาการมือเท้าชาอาจมีสาเหตุมาจากระบบประสาท จึงควรเข้ารับการตรวจและพบแพทย์ที่ศูนย์เฉพาะทางสมองและระบบประสาทด้วย เพื่อหาแนวทางรักษาที่เหมาะสม
บันทึกการเข้า
jom_25
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #1 เมื่อ: 13 มกราคม 2011 »

แล้วถ้าเป็นโรคจิตใจเย็นชาล่ะ  ทำไง
 ลังเล
บันทึกการเข้า
a j
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #2 เมื่อ: 14 มกราคม 2011 »

 อายจังเปลี่ยนเรื่องไวจัง
เข้าเรื่องหน่อย สำคัญนะจ๋อม
บันทึกการเข้า
jom_25
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #3 เมื่อ: 21 มกราคม 2011 »

อ้าวหรอ  ....... ฮืม ฮืม

โทดที    ขอบคุนนะที่หาข้อมูลดีๆมาให้อ่ะ   ยิ้มยิงฟัน
บันทึกการเข้า
a j
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #4 เมื่อ: 27 มกราคม 2011 »

 อายจังพะเยาลำพูนแพร่ น่าน ว่าแว้ว ทุกทีอะจ๋อม
เปงห่วงน้าดูไว้ละ เหอๆๆๆๆๆๆๆ
บันทึกการเข้า
jom_25
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #5 เมื่อ: 27 มกราคม 2011 »

จร้าๆๆ   น่ารักที่สูดดดดดดด
 รักเลย รักเลย



 ยิ้มยิงฟัน
บันทึกการเข้า
a j
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #6 เมื่อ: 28 มกราคม 2011 »

 รักเลยว้าว มีคนชมว่าน่ารักดีใจจัง รักเลย
บันทึกการเข้า
jom_25
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #7 เมื่อ: 20 กุมภาพันธ์ 2011 »

เอเจ คงจะไม่ดีใจเท่าไหร่หรอก   เพราะถ้าเป้นดวนคงจะดีใจมากกว่้านี้มั่ง  อิอิ
 ยิ้มกว้าง ยิ้มกว้าง
บันทึกการเข้า
charoenp
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #8 เมื่อ: 20 กุมภาพันธ์ 2011 »

 เจ๋ง
เพิ่มเติมให้นะครับ
ที่ว่า เกร็งนานๆ บางทีเราอาจจะไม่รู้ตัว

ที่ง่ายๆ นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ ก็เป็นละครับ อาการที่ว่าเกร็งนานๆ

เริ่มจาก เกร็งนิ้วมือ กดเม้าส์ อาจจะรู้สึกว่า ไม่ได้ออกแรงเท่าไหร่

จริงๆ แล้ว กดบ่อยๆ กดนานๆ กดทั้งวัน ก็เกิดอาการเกร็งได้ละครับ

ไหล่ยึด ปวดไหล่ ปวดคอ ก็เกิดขึ้นได้จากการนั่งทำงานนานๆ นี่แหละครับ

ลุกไปทำอย่างอื่นบ้าง เปลี่ยน อิริยาบถ ไปมองออกนอกหน้าต่าง(ทำซึ้ง แบบใน MV)

วิธีง่ายๆ ที่ช่วยได้ดี และมีประโยชน์ด้วย

กินน้ำเยอะๆ ครับ เอาแก้วน้ำมาตั้งที่โต๊ะ แล้ว จิบไปเรื่อยๆ

จะทำให้เราต้องลุกไปเข้าห้องน้ำ เพื่อเป็นการผ่อนคลายร่างกายด้วยครับ

อย่าอั้นอีกล่ะ เดี๋ยวจะกลายเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบเพิ่มขึ้นมาอีกอย่าง

 ยิ้มยิงฟัน
บันทึกการเข้า
jom_25
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #9 เมื่อ: 20 กุมภาพันธ์ 2011 »

อืม...น่าคิดนะ  เพราะเวลาเราทำงานหรือเล่นคอม  ไม่เคยรุ้ตัวเลย  จนกว่าจะปิดเครื่องแล้วอ่ะ
 ฮืม
ขอบคุณนะค่ะ
 ยิ้มยิงฟัน
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: