หน้า: 1 [2] 3 4 ... 10
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: บทความที่ท่านชืนชอบ  (อ่าน 14452 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
boyryman
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #18 เมื่อ: 25 กุมภาพันธ์ 2010 »


** คน ที่เป็น เพื่อน **

ไม่จำเป็นต้องจบการศึกษา

ระดับเดียวกัน

ไม่จำเป็นต้องมีฐานะ

เท่าเทียมกัน

ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งหน้าที่

การงานเท่าเทียมกัน

ถ้าคิดแบบนั้น

คุณจะไม่มีเพื่อนแท้ดีๆ

เลยสักคน

เพื่อนดีๆคือเพื่อนอย่างไร???
คอยเตือนยามเพื่อนพลั้ง -
-คอยฟังยามเพื่อนขอ -
-คอยรอยามเพื่อนสาย-
-คอยพายยามเพื่อนพัก-
-คอยทักยามเพื่อนทุกข์-
-คอยปลุกยามเพื่อนท้อ-
- คอยง้อยามเพื่อนงอน-
-คอยสอนยามเพื่อนผิด-
-คอยสะกิดยามเพื่อนเผลอ-
-คอยเจอยามเพื่อนหา-
-คอยลายามเพื่อนกลับ-
-คอยปรับยามเพื่อนเปลี่ยน-
-คอยเรียนยามเพื่อนเที่ยว-
-คอยเคี่ยวยามเพื่อนเล่น-
-คอยเย็น ยามเพื่อนร้อน-
-คอยหอนยามเพื่อนเห่า-
- คอยเฝ้ายามเพื่อนฟุบ-
- คอยอุบยามเพื่อนปิด--
คอยคิดยามเพื่อนถาม-
-คอยปรามยามเพื่อนหลง-
-คอยปลงยามเพื่อนแกล้ง-
-คอยแบ่งยามเพื่อนหมด-
-คอยอดยามเพื่อนทาน-
- คอคานยามเพื่อนล้ม--
คอยชมยามเพื่อนชนะ-
-คอยสละยามเพื่อนชอบ--

ถ้าเพื่อนๆ คนไหนมีแล้วจงรักษา"เพื่อน"ไว้ให้ดีดี รักกันไว้ให้มากๆ ไม่มีอีกแล้ว

ถ้า เราเสียเพื่อนที่ดีไปเพียงเพราะ
แค่เหตุผล โง่โง่
ยิ้มยิงฟัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 กุมภาพันธ์ 2010 โดย ←→↨↔Mr.บี↔บอยจุง↔↨←→ » บันทึกการเข้า
boyryman
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #19 เมื่อ: 25 กุมภาพันธ์ 2010 »

ความรักกับเวลา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเกาะแห่งหนึ่งซึ่งรวบรวมความรู้สึกทั้งหมดอาศัยอยู่ด้วยกัน
ทั้งความสุข ความเศร้า ความรู้และอื่นๆ รวมทั้งความรัก

วันหนึ่งความรู้ก็ได้บอกกับทุกคนว่า เกาะที่ทุกคนนั้นอาศัยอยู่กันมานานกำลังจะจมลงใต้ผืนน้ำ
ให้ทุกคนเตรียมเรือเพื่อที่จะหนีออกจากเกาะ

ทุกคนจึงรีบตัดสินใจเตรียมเรือกันทันที แต่มีเพียง
ความรักเท่านั้นที่ตัดสินใจอยู่บนเกาะ ความรักต้องการที่จะอยู่จนกระทั่งวินาทีสุดท้าย

เมื่อเกาะกำลังจะจมลงน้ำ ความรักก็เริ่มรักชีวิตตัวเองขึ้นจึงตัดสินใจขอความช่วยเหลือ
ความรวย แล่นเรือผ่านได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากความรัก จึงตอบไปว่า "ไม่ได้หรอกฉันรับเธอไม่ได้
เพราะเรือฉันน่ะ เต็มไปด้วยทองและเงินแล้วมันไม่มีที่ให้คุณ"

ความรักจึงตัดสินใจขอร้องความเห็นแก่ตัวซึ่งผ่านมาเหมือนกันด้วยเรือลำงาม
" ความเห็นแก่ตัวช่วยฉันด้วย" "ฉันช่วยคุณไม่ได้หรอก ความรักคุณน่ะเปียก อาจจะทำให้เรือฉันเปียกด้วย"

ความเศร้าได้พายเรือผ่านมา ความรักก็ได้เอ่ยขอความช่วยเหลืออีก
ความเศร้าตอบว่า "โอ้ความรักฉันกำลังเศร้ามากเลย ฉันต้องการอยู่คนเดียว ขอโทษนะ"

ความสุขได้ผ่านความรักไปเหมือนกัน แต่เขาไม่ได้ยินแม้เสียงร้องเรียกขอความช่วยเหลือของความรัก
เพราะมัวแต่กำลังมีความสุข

ทันใดนั้นมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา " มานี่ความรักฉันจะรับคุณไปเอง"
เสียงนั้นเป็นของคนแก่คนหนึ่ง ความรักรู้สึกขอบคุณและดีใจเป็นอย่างมาก
เมื่อพวกเขามาถึงแผ่นดินที่แห้ง คนแก่ก็จากไปตามทางของเขา

ความรักนึกขึ้นมาได้ว่าลืมถามชื่อคนแก่คนนั้นความรักจึงถามความรู้จนเจอและได้สอบถาม

" ความรู้ ใครเหรอที่เป็นคนช่วยฉัน"

ความรู้ตอบว่า "เวลาไงหล่ะ"

ความรัก "แต่ทำไมเวลาจึงช่วยฉันล่ะ ?"

ความรู้ยิ้มในความรอบรู้ของตัวเอง แล้วตอบความรักว่า

ก็เพราะว่ามีเพียงเวลาเท่านั้นที่เข้าใจว่าความรักยิ่งใหญ่แค่ไหน
บันทึกการเข้า
boyryman
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #20 เมื่อ: 25 กุมภาพันธ์ 2010 »

รู้หน้าไม่รู้จาย

อย่าปล่อยหั้ยคนที่เข้ามาหลงชอบคุน

แต่เขาเปงคนที่คุนม้ายสนจัย

ม้ายช่ายคนที่คุงต้องการ

อาจจะม้ายสวยม้ายช่ายสเป็ก

คุนปล่อยหั้ยเค้าผ่านไปหรือจากคุนปาย

เมื่อเขาออกปายจากชีวิตคุน

คุนอาจจะเพิ่งเริ่มรู้สึกก้อด้ายว่า

เขามีความสำคัญต่อคุนแค่ไหน

และนัยตอนนั้น

คุนอาจจะม้ายมีโอกาสที่จะดึงเขากลับมาอีกแย้ว!



 ลังเล
บันทึกการเข้า
Arshavin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #21 เมื่อ: 25 กุมภาพันธ์ 2010 »

 รักเลย
บันทึกการเข้า
boyryman
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #22 เมื่อ: 25 กุมภาพันธ์ 2010 »

คลิก เข้า มาอ่าน นี่บ้าง สิ  อ่านให้จบนะ
\/
\/
\/



ttp://www.waiza.com/forum/index.php/topic,32509.0.html



/\
/\
/\
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 กุมภาพันธ์ 2010 โดย ←→↨↔Mr.บี↔บอยจุง↔↨←→ » บันทึกการเข้า
boyryman
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #23 เมื่อ: 25 กุมภาพันธ์ 2010 »

แด่ คนที่เห็นแฟนดีกว่าพ่อแม่


....หลังวาเลนไทน์


วันที่ 14 กุมภา ผมเป็นอีกคนหนึ่งที่เหมือนคนทั่วไป
กุหลาบ ช็อคโกแลต คำบอกรัก
สามสิ่งนี้ต้องเวียนเข้ามาหาชีวิตผมเพื่อให้คนคนหนึ่งทุก ๆ
ปีในวันนี้

ก่อนวันที่ 14 กุมภา

ผมเดินออกจากบ้าน
ในมือมีผ้าเช็ดหน้าสีชมพูที่ต้องการเอาให้แฟนของผม
เธอเป็นหญิงสวยมาก เป็นดาวคณะของมหาลัยของเรา

ก่อนผมจะออกไปพบเธอ เธอโทรมาหาผม
ผมจึงวางผ้าเช็ดหน้าที่ผมบรรจงพับไว้บนโต๊ะ

หลังจากการพร่ำบอกรักกันด้วยถ้อยคำหวานหูเป็นเวลานานทีเดียว
ผมปรี่ออกจากบ้านไปหาเธอ
โดยไม่ลืมผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น

ผมเห็นพ่อของผมถือมันออกมา ในผ้าผืนนั้นมีรอยเลือด
"พ่อ ทำอะไรหนะ" ผมโพล่งถามด้วยความโมโห

พ่อหน้าซีดทันที
" นายเหมียวหนะ มันโดนกัด พ่อเลยเอาผ้าไปเช็ดเลือด"
"พ่อรู้ไหม ผมกำลังจะเอาไปให้แฟน ไ

พ่อเงียบ ผมเกลียดจริงๆ เวลาพ่อเงียบเมื่อจนกับปัญหา
ความโมโหสั่งผมให้ทำได้แม้กระทั่งจะตบหน้าพ่อ

พ่อเบือนหน้า
"พ่อขอโทษ มานี่....." พ่อยื่นมือมารับผ้าเช็ดหน้า
"พ่อจะเอาไปซักให้เอง"

ผมงอนพ่อถึงกับไม่ยอมคุยกับพ่อเป็นเวลานานพอควร ไม่ยอมลงจากบ้าน
เป็นเวลาเกือบทั้งสองวันที่ผมไม่เจอหน้า
ใคร หมกตัวอยู่กับห้อง มีเพียงแม่เท่านั้นที่คอยส่งข้าวให้ผม

ยามเมือ่ผมมองตาแม่ครั้งใดทุกครั้ง ดวงตาแม่จะแดงปรี่ด้วยน้ำตา
ผมเริ่มรู้สึกว่า บางทีผมอาจจะทำเกินไป

14 กุมภาพันธ์
ตั้งแต่ครั้งที่ผมเห็นแม่เสียใจ
ผมก็รู้สึกว่าผมทำอะไรผิดไปหรือเปล่า
ผมยอมออกมาจากห้อง

ผมไม่เห็นพ่อ
เดินออกมาที่บริเวณลานซักผ้า กาละมังยังมีผ้าที่ยังไม่ซักหลายผืน
ข้างๆ มีกองเลือดอยู่ และที่ราวตากผ้ามี
ผ้าเช็ดหน้าของผม ถึงจะล้างรอยเลือดไม่หมด
ก็ยังดีที่พ่อยังห่วงใยผม ยังแคร์ผมอยู่

พ่อ ผมอยากขอโทษครับ

หันหน้าจะกลับเข้าบ้าน ก็พบกับแม่ แม่ร้องไห้มาแต่ไกล
วิ่งมากอดผม
" พ่อเสียแล้วนะ "


ผมอึ้ง

แม่ลำดับเหตุการณ์ และทำให้ผมทราบว่า
พ่อป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจติดเชื้อ
รอยเลือดที่เห็นนั้นคือเลือดที่พ่อจาม
ออกมา พ่อมองไม่เห็น
"พ่อกำชับแม่มาตอนที่ลูกโกรธว่า อย่าบอกลูกเด็ดขาดว่าพ่อป่วย "
"ทำไมล่ะครับ"
"พ่อกลัวเราจะเสียใจ แล้วไม่ได้ออกไปเที่ยวกับแฟน"

ผมอึ้งเป็นครั้งที่สอง
"พ่อบอกแม่ด้วยว่า ถ้าพ่อเสียวันนี้ อย่าเพิ่งบอกลูก
ให้ลูกไปเที่ยวกับแฟนก่อน พ่อไม่อยากให้ลูกเป็นทุกข์ พลาด
โอกาสอย่างนี้เพราะพ่อคนเดียว
พ่อบอกด้วยว่าพ่อซักผ้าเช็ดหน้าให้แล้ว มันไม่สะอาดหรอก
แต่พ่อบอกว่าพ่อของลูกทำ
ดีที่สุดแล้ว"


ผมกอดแม่ ร้องไห้
วันนี้จะเป็นวันวาเลนไทน์ที่อยู่ในความทรงจำตลอดไป

พ่อครับ ผมขอโทษ.......


 ร้องไห้
บันทึกการเข้า
boyryman
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #24 เมื่อ: 25 กุมภาพันธ์ 2010 »

อ้าง จาก FWนะ


อ่านแล้วอย่าร้องเหมือนเรานะ...

 

ความรู้สึกของน้องคนหนึ่งที่บรรยายออกมาจากใจ

 

ในขณะที่.... หนูก็เป็นเช่นเด็กวัยรุ่นทั่วๆ ไป เรียน เที่ยว นอน กิน

ดึกๆ หนูก็โทรคุยกับแฟนของหนู

ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้มันก็เป็นกิจวัตรประจำวันของหนู

และหนูก็เชื่อว่าใครๆ เค้าก็ทำแบบนี้กัน

' จ้า ตัวเอง วันนี้กินข้าวรื้อยาง '

' กินกับอะไรบ้าง แล้วตอนกินตัวเองคิดถึงเค้ามั้ยเนี่ย '

' รู้มั้ยตัวเอง ถ้าเค้าเป็นผีเนี่ย เค้าอยากเป็นกระสือที่รักจะได้เห็นใจไง '

' ตัวเองวางก่อนดิ ก่อนดิ '

ประโยคต่างๆ ที่หนูได้คิดและคัดสรรเตรียมพร้อมมาต่างๆ ก่อนโทร

หนูยังคงใช้เวลาส่วนใหญ่ตอนดึกไปกับการคุยโทรศัพท์

ระยะเวลาอันหนูได้ใช้ไปในแต่ละครั้งนั้น

พอรู้สึกอีกทีก็ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว

แต่หนูก็ไม่ชอบนะ หากใครจะมาว่าหนูไร้สาระ

ก็ไม่เห็นหรอคนส่วนใหญ่เค้าก็ทำกัน

' เอ้อ เกือบลืมไปอีกอย่าง กิจวัตรอีกอย่างนึงของหนูก็คือ

แม่ของหนูมักชอบโทรหาหนูทุกวัน ' ' ตอนนี้ลูกอยู่หอรึยัง '

' เย็นนี้กินข้าวอิ่มมั้ย ' ' วันนี้เรียนเป็นยังไงบ้าง ' ' อย่าไปเที่ยวที่ไหนไกลนะ '

โธ่!คำถามเดิมๆ หนูก็ตอบไปแบบเดิมๆ

แม่หนูก็ไม่เบื่อซักที ยังคงโทรหาหนูเป็นประจำ

โชคดีที่หนูพยายามตัดบทคุย

หนูกับแม่น่ะคุยกันไม่กี่นาทีก็วางแล้ว

ก็มันไม่มีอะไรจะคุยจะให้หนูทำยังไง

จนกระทั่งวันนั้น ' ตัวเองตอบเค้าได้รึยังว่ารักเค้ามั้ย '

' เร็วๆสิ เค้ายังอุฒส่าห์บอกรักตัวเองไปแล้วนะ '

' แล้วยังจะใจร้ายไม่บอกรักเค้าอีกหรอ '

ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ เสียงจากโทรศัพท์บอกหนูว่ามีสายซ้อน

หนูมองไปที่หน้าจอมันขึ้นชื่อว่า 'Home'

' โธ่ แม่โทรมาทำไมตอนนี้เนี่ย กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มเลย '

หนูไม่สลับสายหนู หนูยังคงคุยกับสุดที่รักของหนูต่อไป

เพราะหนูรู้ว่าสิ่งที่แม่จะคุยกับหนูก็คงเป็นประโยคเดิมๆ

' และนั่นก็เป็นโอกาสสุดท้าย ที่หนูจะมีโอกาสฟังเสียงของแม่ '

หลังจากนั้นไม่นานทางญาติของหนูโทรมาแจ้งหนูว่า

เมื่อคืนนี้บ้านของหนูถูกขโมยเข้า และแม่ของหนูขัดขืน

และได้ต่อสู้กับโจร จึงถูกโจรใช้มีดแทงเข้าที่ท้อง

แม่เสียชีวิตเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว

ญาติของหนูเล่าอีกว่าตอนไปพบศพแม่นั้น

ในมือของแม่กำโทรศัพท์ไว้แน่น

และเบอร์โทรออกล่าสุดของเธอไม่ใช่โทรแจ้ง

หรือเรียกรถพยาบาล แต่แม่เลือกที่จะโทรหา ' หนู '

สิ่งสุดท้ายในชีวิตที่แม่หนูเลือกที่จะทำคือ โทรศัพท์หาหนูเพื่อฟังเสียงของหนู

วินาทีนั้นน้ำตาของหนูไหลอาบแก้ม หนูพูดอะไรไม่ออก มือและตัวของหนูสั่น

วันนั้นหนูเลือกที่จะคุยกับแฟนหนู ดีกว่าที่จะคุยกับแม่ของหนู

ผู้หญิงคนเดียวในโลก ที่คุยกับหนูเป็นคนแรกในชีวิต

ผู้หญิงคนเดียวที่หนู สามารถที่จะคุยกับเธอได้ทุกเวลา

โดยที่หนูไม่ต้องเตรียมบทพูดใดๆ ไม่ต้องกังวลว่าเธอจะประทับใจหรือไม่

ไม่ต้องมีมุข ไม่ต้องมีคำหวานใดๆ

คนเดียวในโลก ที่โทรมาหาหนูเพียงแค่ฟังหนูพูดประโยคเดิมๆ

คนเดียวในโลก ที่ไม่ว่าโทรศัพท์เธอจะโปรโมชั่นแพงแค่ไหนก็ยังโทรหาหนู

' และ คนเดียวในโลก ที่เลือกคุยกับหนูในวินาทีสุดท้ายในชีวิต '

ในบางครั้งประโยคที่ว่า ' ไม่มีคำว่าสาย หากเราคิดที่จะแก้ตัว '

มันก็ไม่เป็นความจริง ' เพราะบางปรากฏการณ์ในโลก เกิดขึ้นได้แค่ครั้งเดียว '

อาจเป็นเพราะเวรกรรมของหนู

หลังจากนั้นไม่นานแฟนหนูที่หนูใช้เวลาคุยกับเธอวันหลายๆ ชั่วโมงก็ทิ้งหนูไป

วันนี้หนูเริ่มเข้าใจชีวิตมากขึ้น

หลายๆ อย่างที่คนส่วนใหญ่ทำ มิได้หมายถึงสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป

เพราะตัวเราเท่านั้นที่เป็นผู้ต้องรับผลการกระทำของเราเอง

' เราจะรู้ว่าสิ่งใดสำคัญ ก็ต่อเมื่อเราต้องเสียมันไป '

ทุกวันนี้หนูนั่งมองโทรศัพท์

รอที่จะตอบคำถามเดิมๆ ให้ผู้หญิงคนหนึ่งฟัง

แต่ผู้หญิงคนนั้นคงไม่มีอีกแล้ว

 

 

' ในเมื่อเรามีความรักอันเต็มเปี่ยมจากครอบครัว

แล้วทำไมต้องไปขอเศษเสี้ยวจากใคร'
บันทึกการเข้า
boyryman
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #25 เมื่อ: 25 กุมภาพันธ์ 2010 »

 ยิ้มยิงฟัน

บันทึกการเข้า
Arshavin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #26 เมื่อ: 25 กุมภาพันธ์ 2010 »

~ น้ำแข็งก้อนใหญ่..กับนาฬิกาทรายเรือนยักษ์ ~
-
นานมาแล้ว โลกเป็นเพียงวัตถุทรงกลมเรียบๆเปล่าๆ ไม่มีอะไรอยู่เลยนอกจาก

น้ำแข็งก้อนใหญ่กับนาฬิกาทรายเรือนยักษ์ที่มีปลายเปิดสามารถปล่อยทรายออกได้อย่างเดียว

น้ำแข็งกับนาฬิกาทรายเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เล็ก ร่วมทุกข์ร่วมสุข
จนทั้งคู่เติบใหญ่เข้าสู่วัยหนุ่มสาว
ความงดงามของน้ำแข็ง ทำให้นาฬิกาทรายแอบชื่นชมหลงใหล
แต่ทุกครั้งที่พยายามแสดงความสนิทสนมใกล้ชิด
ความเย็นชาจากน้ำแข็งก็ทำให้นาฬิกาทรายต้องผิดหวังทุกทีไป
วันหนึ่งนาฬิกาทรายทะเลาะกับน้ำแข็งอย่างรุนแรงถึงขั้นแตกหัก
นาฬิกาทรายร้องไห้เสียใจหนีไปอยู่อีกซีกโลกหนึ่ง
เวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่านาฬิกาทรายกับน้ำแข็งก็ยังไม่คืนดีกัน
ต่างคนต่างอยู่คนละซีกโลก จนมาวันหนึ่งเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่
ทำให้โลกจะต้องแตกออกเป็นสองส่วน



น้ำแข็งรู้ดีว่าถ้าโลกแตกเป็นสองส่วนแล้ว
ก็คงไม่ได้เจอกับนาฬิกาทรายตลอดกาล
แต่ด้วยทิฐิที่มีอยู่
น้ำแข็งจึงเลือกที่จะอยู่นิ่งๆแทนที่จะออกตามหานาฬิกาทราย
ดวงจันทร์โคจรผ่านมา
น้ำแข็งจึงถามว่าอีกซีกโลกเป็นอย่างไรบ้าง



ดวงจันทร์บอกว่า นาฬิกาทรายกลับมาไม่ทันเพราะโลกกำลังจะแยก
จึงปล่อยทรายออกมาปกคลุมรอยแตกของโลก เพื่อยึดไว้ไม่ให้แยกออกจากกัน
โดยหวังว่าจะได้กลับมาพบน้ำแข็งอีก
ทันทีที่รู้ น้ำแข็งก็รีบออกตามหานาฬิกาทราย........



สายเกินไป ทรายกำลังจะหมดจากตัวนาฬิกาแล้ว
เมื่อน้ำแข็งมาถึงก็ได้ยินเพียงคำพูดสุดท้ายจากปากของนาฬิกาทราย
"ฉันรักเธอ"
ความเย็นชาที่มีในตัวน้ำแข็งหมดลงทันที
น้ำแข็งจึงเริ่มละลายในขณะที่ทรายเม็ดสุดท้ายร่วงลงสู่พื้นดิน
กลายเป็นน้ำทะเลที่อ่อนโยน คอยโอบอุ้มผืนทรายที่บริสุทธิ์
อยู่คู่กันมาจนทุกวันนี้
บันทึกการเข้า
Arshavin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #27 เมื่อ: 25 กุมภาพันธ์ 2010 »

~ พลทหารกับเจ้าหญิง ~
-
ทหารหนุ่มแอบหลงรักเจ้าหญิงเลอโฉม
เขาตระหนักถึงความสูงส่งของเธอ
เฉกเช่นเดียวกับที่ตระหนักถึงความต่ำต้อยตน
แต่เขายังรวบรวมความกล้า
เดินเสี่ยงตายเข้าไปบอกเธอว่า?รัก?
และจะอยู่บนโลกต่อไปโดยไม่มีเธอ-ไม่ได้

เจ้าหญิงผู้เป็นดวงใจตอบเขาว่า
ถ้าเขาสามารถรอคอยอยู่ใต้ระเบียงห้องเธอได้ติดต่อกัน 100
วัน 100 คืน เธอจะเป็นของเขาตลอดไป

ณ ใต้ระเบียง
ทหารหนุ่มเฝ้ารอคอยอยู่ตรงนั้นวันแล้ววันเล่า
คืนแล้วคืนเล่า โดยไม่ยอมขยับเขยื้อนกายไปไหน
เขารอคอยในสายลมบาดผิว รอคอยในสายฝนกระหน่ำ
รอคอยในความเหน็บหนาวของหิมะ วันแล้ววันเล่า
คืนแล้วคืนเล่า โดยมีเจ้าหญิงของเขาเฝ้าดูอยู่ตลอดเวลา
เธอเห็นหยาดน้ำตาของเขาพรูพราวเป็นสาย

จนกระทั่งในคืนที่ 99 ทหารหนุ่มหยุดร้องไห้ หยุดรอคอย
หยุดทุกอย่างไว้ แล้วหันหลังเดินจากไป

เรื่องนี้ไม่มีตอนจบ แต่มีบางคำถาม บางคำตอบในใจ

ความรักของเธอกับเขาอาจจะเหมือนนาฬิกาทราย
เมื่อฝ่ายหนึ่งเริ่มหมดรักไป
ในใจอีกฝ่ายกลับรักขึ้นมาใหม่เต็มเปี่ยม
แต่บางทีทหารหนุ่มอาจตั้งใจแค่แสดงให้เห็นว่าเขารักเธอจริงแท้แค่ไหน
แค่พิสูจน์ให้เห็น แต่ไม่ต้องการครอบครองไว้
หรือบางทีเขาอาจเสียใจ
ต้องตัดใจจากไปเพราะรักเขาถูกทำร้ายย่ำยี

หรือบางทีเป็นเจ้าหญิงเองที่เสียใจ
เพราะ ไม่เคยมีใครรักเธอได้อีกถึงเพียงนี้ !!
บันทึกการเข้า
Arshavin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #28 เมื่อ: 25 กุมภาพันธ์ 2010 »

~ เข็มนาฬิกากับหน้าที่ ~
-
ณ ห้องนั่งเล่นของบ้านหรูสไตล์ตะวันตกหลังหนึ่ง
มีนาฬิกาเรือนงามเรือนหนึ่งประดับเด่นอยู่บนผนังของห้องนั่งเล่นนั้น
เข็มนาฬิกาทั้งสามบนหน้าปัดนาฬิกาเรือนงามนี้ต่างภูมิใจในหน้าที่ของพวกตน
ที่ได้บอกเวลาอย่างเที่ยงตรงแก่เจ้าของบ้านและผู้มาเยือนมาโดยตลอด

วันหนึ่งเจ้าเข็มวินาทีสีแดงสดรูปร่างเพรียวบางรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับภาระหน้าที่ของตัวเอง
ที่ต้องตรากตรำเดินอยู่บนหน้าปัดตลอดเวลาอย่างเหน็ดเหนื่อย
ในขณะที่ในวันหนึ่ง ๆ เจ้าเข็มสั้นและเจ้าเข็มยาวไม่ค่อยได้เดินสักเท่าไรเลย
เจ้าเข็มวินาทีจึงรู้สึกว่าตนถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างมาก จึงโวยวายออกไปว่า
“ข้าทนไม่ไหวแล้วนะ พอทีเถอะ ข้าเหนื่อยเหลือเกินกับการทำหน้าที่ของข้า
พวกเจ้าเอาเปรียบข้า ข้าไม่เคยได้พักอย่างพวกเจ้าบ้างเลย
ข้าไม่อยากเดินอีกต่อไปแล้ว พอกันที”

เมื่อได้ฟังดังนั้น เจ้าเข็มสั้นจึงบอกกับเจ้าเข็มวินาทีไปด้วยเสียงอันแหลมเล็กว่า
“โอ๊ะ.........โอ!! โถๆๆๆ เจ้าเข็มวินาทีเอ๋ย เจ้าหาว่าพวกข้าเอาเปรียบงั้นรึ?
เจ้าจงมองดูรูปร่างของข้าสิอ้วนอุ้ยอ้ายและยังตัวสั้นเตี้ย
แถมข้ายังมีหัวที่โตมากอีกต่างหากข้าต้องแบกหัวหนัก ๆ นี้ไว้ตลอดเวลาเลย
กว่าข้าจะเดินได้แต่ก้าวนี่ช่างยากลำบากกว่าเจ้าเป็นไหน ๆ
แล้วอย่างนี้เจ้าจะมาหาว่าข้าเอาเปรียบเจ้าได้อย่างไรกัน”

เจ้าเข็มยาวก็กล่าวเสริมว่า “เจ้าเข็มวินาทีเอ๋ยเจ้าคงไม่รู้หรอกนะว่า
ข้าแอบอิจฉาเจ้าที่เจ้ามีรูปร่างเพรียวบางสามารถเดินได้อย่างคล่องแคล่ว
และมีสีแดงสดใสสะดุดตาเช่นเจ้านี้ ผิดกับข้านักที่ตัวดำและหนาเทอะทะ”

“ไม่จริง พวกเจ้าโกหกไม่ต้องมาหลอกข้าซะให้ยาก
บอกว่าข้าดีอย่างนั้นอย่างนี้ ทำไมไม่มาเป็นข้าดูบ้างล่ะ
ข้าจะได้พักผ่อนเสียที” เจ้าเข็มวินาทีกระแทกเสียง

เจ้าเข็มนาฬิกาทั้งสามจึงสลับหน้าที่กัน
โดยที่เจ้าเข็มสั้นทำหน้าที่แทนเจ้าเข็มยาว
ขณะที่เจ้าเข็มยาวทำหน้าที่แทนเจ้าเข็มวินาที
ส่วนเจ้าเข็มวินาทีได้แต่นอนดูเพื่อน ๆ เดินตามหน้าที่ใหม่
มันดีใจมากที่ไม่ค่อยได้เดินสักเท่าไรเพราะมันทำหน้าที่แทนเจ้าเข็มสั้น

ทันใดนั้นเจ้าของบ้านที่กำลังนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นก็เกิดความประหลาดใจมาก
ที่เห็นนาฬิกาเรือนงามบนผนังเดินผิดปกติ
กึก...กึก..........กึก........
เจ้าเข็มวินาทีสะดุ้งเฮือกเมื่อรับรู้ถึงการสั่นสะเทือนของนาฬิกา
“โอ๊ย......... เกิดอะไรขึ้นเนี่ย ?” เจ้าเข็มวินาทีถามขึ้น
“แย่แล้ว..... พวกเราไม่มีประโยชน์อีกต่อไปแล้วหรือนี่
ทำไมเขาถึงยกนาฬิกาที่เราอยู่ลงจากผนังเสีย ? เราจะทำอย่างไรดีล่ะทีนี้”

เจ้าเข็มสั้นพูดด้วยเสียงอันสั่นเครือ
“เมื่อพวกเราต่างไม่ได้ทำตามหน้าที่ของตน
นาฬิกาเรือนนี้ก็ไม่สามารถบอกเวลาได้อย่างแม่นยำเหมือนเดิมได้อีกแล้ว
เจ้าของบ้านเขาคงเห็นว่าเราคงหมดประโยชน์แล้วล่ะ
แต่ข้าว่ามันคงไม่สายเกินไปนะ ที่พวกเราจะทำให้นาฬิกาเรือนที่เราอยู่นี้มีคุณค่าขึ้นอีกครั้ง
โดยที่เราต้องทำตามหน้าที่ของแต่คนตามเดิม” เจ้าเข็มยาวบอก

“ข้าผิดไปแล้ว เพราะข้าคนเดียวทำให้พวกเราหมดคุณค่าไป “
เจ้าเข็มวินาทีพูดด้วยความสำนึกผิด
แล้วเจ้าเข็มนาฬิกาทั้งสามก็กลับมาทำหน้าที่ของพวกตนตามเดิม

เมื่อเจ้าของบ้านเห็นว่านาฬิกาเรือนงามของเขาสามารถบอกเวลาได้ตามปกติแล้ว
เขาจึงนำนาฬิกาเรือนนั้นไปแขวนที่ผนังห้องนั่งเล่นตามเดิม
เจ้าเข็มนาฬิกาทั้งสามก็เดินบนหน้าปัดนาฬิกาเรือนงามตามหน้าที่ของพวกตนอย่างมีความสุข
บันทึกการเข้า
Arshavin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #29 เมื่อ: 25 กุมภาพันธ์ 2010 »

ความรู้สึกยามฝนตก~

-
ทำไมเวลาที่ฝนตก เรามักจะคิดถึงคนที่เรารัก เราผูกพัน
และบางครั้งก็รู้สึกเหงาด้วย
เมื่อก่อนนี้ ท้องฟ้า แผ่นดิน และผืนน้ำ เป็นเพื่อนรักกัน
ทั้งสามอยู่ใกล้ชิดติดกัน จนกระทั่งโลกได้กำเนิดพืชและ!ขึ้น


แผ่นดินและผืนน้ำก็มัวแต่ดูแลเอาใจใส่พืชและ! จนละเลยและไม่สนใจท้องฟ้า
ท้องฟ้าก็เริ่มรู้สึกน้อยใจ และถอยตัวห่างออกไป ห่างออกไปทุกที ทุกที
จนถึงวันที่มีนกตัวแรกออกโบยบิน


แผ่นดินและผืนน้ำจึงได้รู้ว่าท้องฟ้าได้จากไปไกลแสนไกล แผ่นดินและผืนน้ำพยายามส่งเสียงเรียกท้องฟ้า
แต่ท้องฟ้าอยู่ไกลมาก เลยไม่ได้ยิน
นกตัวนั้นจึงอาสาที่จะไปบอกกับท้องฟ้า นกก็บินขึ้นสูง สูงขึ้น สูงขึ้น
และส่งเสียงเรียก แต่เสียงนกนั้นเบาเกินไป ไปไม่ถึงท้องฟ้า แต่นกก็สัญญาว่า
ต่อไปนี้นกทุกตัวจะบินขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อนำข่าวจากแผ่นดินและผืนน้ำไปบอก


ผืนน้ำและแผ่นดินรู้สึกเศร้าใจที่เพื่อนได้ห่างออกไปไกล
และคิดถึงเพื่อนเหลือเกิน ผืนน้ำพยายามที่จะม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นครั้งแล้วครั้งเล่า
แผ่นดินพยายามยกตัวสูงจนตั้งตระหง่าน แต่นั่นก็ยังสูงไม่พอ ยังไม่ใกล้ท้องฟ้า


พระอาทิตย์ซึ่งเฝ้ามองดูเหตุการณ์มาโดยตลอด ก็บอกกับทั้งสองว่า
"เราอาจจะช่วยพวกเจ้าได้" พระอาทิตย์จึงอาสาช่วย
โดยการส่องแสงลงมายังผืนน้ำและแผ่นดิน ทำให้ระเหยกลายเป็นไอ ลอยไปรวมตัวกันเป็นก้อนเมฆ
ลอยขึ้นไปบอกข่าวแก่ท้องฟ้า เล่าเรื่องราวต่างๆเป็นรูปตามที่ แผ่นดินและผืนน้ำได้พบเจอมา
และบอกว่าแผ่นดินและผืนน้ำคิดถึงมาก


อยากให้ท้องฟ้าลงมาสนิทแนบชิดเหมือนเมื่อก่อน
ท้องฟ้าได้รับรู้เรื่องราว ก็รู้สึกเสียใจ แต่ก็กลับลงไปไม่ได้
"ฉันกลับลงไปไม่ได้หรอก เพราะฉันเติบโตขึ้น และอยู่สูงเกินไป ลงไปไม่ได้แล้ว
ฉันได้แผ่ขยายตัวเองจนกว้างขวาง ที่ฉันทำได้ก็เพียงแต่เฝ้ามองดูอยู่ไกลๆ
และโอบกอดแผ่นดินและผืนน้ำไว้อย่างอ่อนโยนเท่านั้น และถึงแม้จะมีนกบินมาส่งข่าว
แต่ฉันก็ยังคิดถึงแผ่นดินและผืนน้ำ และอยากจะบอกกับทั้งสองว่า


ฉันเองคิดถึงเพื่อนมากมายเพียงใด"
ก้อนเมฆก็ตอบว่า "อยู่บนนี้นานๆก็เหงาเหมือนกัน
บางทีก็อยากกลับลงไปข้างล่างบ้าง" ท้องฟ้าเลยบอกว่า "ฉันก็เหงาเหมือนกัน แต่ว่าฉันกลับลงไปไม่ได้
แต่เจ้าลงไปได้นี่ ถ้าอย่างนั้นฉันจะส่งเจ้ากลับลงไป
และความคิดถึงของฉันก็หนักมากพอที่จะส่งพวกเจ้าลงไปหมดทั้งท้องฟ้า"


จากนั้นก้อนเมฆทั้งหมดก็รวมตัวกัน
และรวมเข้ากับความคิดถึงอันมากมายของท้องฟ้า แล้วตกลงมาเป็นหยาดฝน ส่งผ่านความรัก
ความคิดถึงมายังแผ่นดินและผืนน้ำ
จึงไม่แปลก ถ้าเมื่อใดที่ฝนตก แล้วเราจะรู้สึกคิดถึงคนที่เรารัก
คนที่เราผูกพัน และบางครั้ง ท้องฟ้าก็ส่งความเหงาลงมาด้วย

บันทึกการเข้า
Love Bigbang
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #30 เมื่อ: 25 กุมภาพันธ์ 2010 »


บทความสั้นๆ แต่กินใจ....สุดๆๆ

"ในโลกนี้มี 3 อย่างที่เราไม่สามารถโกหกได้ นั่นคือ ไอ ความยากจน แล้วก็ความรัก ยิ่งปกปิดเท่าไหร่ เราก็ยิ่งจะเห็นได้ง่ายเท่านั้น"
"ธรรมชาติของความรัก มักไม่ให้โทษแก่ใคร เพียงแต่อาจปรุงแต่งให้หัวใจพองฟู จนลืมนึกถึงความจริงที่ว่า มีวันที่รักมา ก็อาจมีวันที่รักไปได้"
"ที่เราต้องเจ็บปวดกับความรัก ไม่ใช่เพราะมันจากไปหรอก หากแต่เพราะมันยังคงอยู่ต่างหาก

IL Mare"

 
"นอกจากชอบคุณแล้ว ผมไม่เก่งอะไรเลย"
"เมื่ออาทิตย์สาดส่องบนท้องทะเล เมื่อนั้นผมคิดถึงคุณ เมื่อจันทร์แรมสาดแสง ในฤดูใบไม้ผลิ เมื่อนั้นผมคิดถึงคุณ"

The Classic

 
"1 ปี, 3 ปีหรือ 5 ปี จากนี้ไป เราจะเป็นอย่างไร เราจะเป็นอะไรกันแน่ เมื่อเราเป็นผู้ใหญ่กว่านี้ อาจเป็นครู... เป็นแม่คน...และถึงแม้ ฉันจะมองไม่เห็นว่าตัวฉันเป็นเช่นไร แต่เวลาที่ฉันหลับตาลงครั้งใด ฉันก็จะเห็นเธออยู่ในความทรงจำตลอดไป"
Blue Gate Crossing


"เมื่อไหร่ที่คุณได้ยินเสียงผมกระซิบอยู่ในสายลม คุณก็จะได้พบใครบางคนที่มีวิญญาณเหมือนกับผม"
WindStruck

 
"อาการอย่างนี้ ที่ดาวอังคารผมไม่รู้หรอกว่าเขาเรียกว่าอะไร แต่ที่โลกเขาเรียกว่า...ความรัก"
Luandry


"เมื่อคุณแหงนหน้ามองฟ้าและเอื้อมมือไปเพื่อจะคว้าดาว ถึงแม้...อาจจะไม่มีดาวซักดวงติดมือมาอย่างที่ต้องการ แต่ขอให้รู้เถอะว่า...สิ่งที่คว้าได้ ยังไงซะก็ไม่ใช่ดิน"
My Little Bride
 

"ถ้าเลือกเกิดได้ เค้าอยากเกิดเป็นต้นไม้ จะได้หยั่งรากลึกอยู่กับสิ่งที่รักไม่ต้องย้ายจากสิ่งที่รักไปไหน"
Autumn in My Heart  
 

"ถ้าความรักคือการดูแลกัน ฉันอยากให้เธอกลับไปดูแลเขา ส่วนฉันจะดูแลเธอเอง"
FullHouse  
 

"วันเกิดของเธอ 3 พ.ย.ใช่ไหม? แต่วันเกิดของฉันคือวันที่ 28 ต.ค.....เธอเองก็ยังไม่มีเลยซักวินาทีนับตั้งแต่ลืมตาดูโลกที่ไม่มีฉันอยู่"
"หากวันหนึ่งเธอมองไปแล้วไม่เห็นฉัน อย่าตกใจ เพราะฉันไม่ได้หายไปไหน ฉันอยู่ในตัวของเธอไง เธอจึงมองไม่เห็นฉัน ขาของเธอคือขาของฉัน ตัวของเธอคือตัวของฉัน ไม่ว่าจะที่ไหน ฉันอยู่กับเธอเสมอ"

Crying out love in the center of the world (Jap)

 
"ชั้นมีความสุขมากจริงๆนะ มีความสุขมาตลอด ตั้งแต่ที่ชั้นได้รักกับคุณ คุณคือความสุขของชั้น การได้อยู่กับคุณ คือ ความสุขทั้งหมดที่ชั้นต้องการมันเป็นความสุขที่ชั้นไม่ยอมแลกกับอะไรทั้งสิ้น"
Be With You


"ฉันเกิดก่อนเธอหมายความว่าฉันได้มารอเธอในชาตินี้ก่อน และ ฉันจากไปก่อนเธอเพื่อไปรอเธอในชาติหน้าต่อไป แต่เธอไม่ต้องรีบมาหรอก ใช้ชีวิตในชาตินี้ก่อนตามเท่าที่เธอต้องการ แล้วฉันจะรอเธอ"
My Girl&I
 
 
"การให้อภัย...คือการแบ่งห้องว่างในหัวใจคุณสักนิดให้กับความเกลียด"
"ฉันไม่ต้องจดจำคุณหรอกค่ะ เพราะคุณคือส่วนหนึ่งในตัวฉัน ฉันอาจลืมคุณไป แต่ไม่มีสิ่งใดจะผลักไสคุณไปจากตัวฉันได้ค่ะ"

A moment To remember

 
"ว่ากันว่า...ความรักนำพาเพียงหนึ่งความสุขมาให้ แต่นำความทรมานนับพัน ฉันเลือกที่จะปลดปล่อยตัวฉันจากหมื่นพันความทรมานนั้น ดีกว่าจะเพลิดเพลินไปกับเพียงหนึ่งความสุขใจ"
My boyfriend is Type B


"ถ้าชีวิตฉันเหลือแค่วันเดียว สิ่งที่ฉันต้องการมากที่สุด คือการได้อยู่กับเธอ"
Sad love Story
 

"ผมขอโทษ . . . ตอนแรกที่เจอคุณผมคิดแค่อยากจะช่วยผู้หญิงน่ารักคนนึง ผมสร้างสะพานให้คุณ แต่กลายสะพานที่ทอดให้เขามาหาคุณ ตอนนี้ผมขอคืนหัวใจให้คุณ . . ."
Daisy
 

"จงรักแบบไม่เคยเจ็บปวดมาก่อน จงเต้นรำเหมือนไม่มีใครมองเราจงร้องเพลงเหมือนไม่มีใครได้ยินเรา จงทำงานเหมือนเราไม่ต้องการเงินจากมัน จงอยู่เหมือนวันนี้เป็นวันสุดท้ายของโลก"
My name is Kim Samsoon
 

"ความหนาวเย็นถ้ามันไม่ได้อยู่ที่เท้าล่ะก็มันก็จะมาอยู่ที่หัวใจ"
Heaven's tree
 

"สำหรับผมแล้ว ทุกสิ่งย่อมมีวันจืดจาง ไม่เว้นแม้แต่ความรัก เหมือนกับภาพถ่ายของวันเวลาเก่าๆ แต่คุณต่างออกไป คุณคือแสงสว่างสุดท้ายในใจผม ผมรู้ว่าคุณหวังดีกับผมมาตลอด แต่ผมไม่สามารถรับไว้ได้ ได้แต่เพียงขอบคุณเท่านั้น ลาก่อน"
Christmas in August
 

"ถ้าหากฉันยังมีชีวิตอยู่ต่อไป เขาคงรู้สึกโดดเดี่ยวอยู่คนเดียว ดังนั้น ฉันไม่อาจปล่อยให้เขารู้สึกโดดเดี่ยวอยู่ได้ ขอแค่ซักครั้งนึงในชีวิตที่ฉันจะคิดถึงแต่ตัวฉันเอง และทำตามที่หัวใจตัวเอง ปราถนา แล้วฉันจะกลับมารับโทษทัณฑ์นั้น ด้วยตัวเอง........"
"สำหรับบางคนความรักคือหมากฝรั่งที่ไม่มีค่า แต่สำหรับบางคนความรักเป็นสิ่งที่สามารถตายแทนกันได้"

MISA
 

"ผมมีผู้หญิงที่ชอบอยู่ ผมชอบผู้หญิงคนนั้นตั้งแต่แรกพบอย่างไม่มีเหตุผล ผมชอบคนๆนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผู้หญิงคนนั้นมี คือเหตุผลที่ผมชอบเธอ"
"การตอบแทนคนที่มาชอบเราที่ดีที่สุด ก็คือชอบเค้าตอบ แต่ถ้าหากทำไม่ได้ ก็ไม่ควรจะไปให้ความหวังเค้า เพราะถึงแม้ว่ามันจะเป็นความหวังที่น้อยนิด แต่มันก็เป็นความหวังที่แสนจะทรมานเหลือเกิน ..."
"คุณเป็นคนเชื่อคนง่าย หรือคุณแค่เชื่อทุกอย่างที่ผมพูด"

Lover in paris
 

"หากแม้นมันสว่างแล้วมืดลง คุณจะไม่เห็นสิ่งใด แต่ถ้าหากมันมืดมิดเสียแต่ต้น คุณจะคุ้นชินกับมันแล้วมองเห็นได้"
Temptation of wolf
 

"ผมตกหลุมรักเข้าแล้ว มันเจ็บมากนะ แต่ผมก็อยากจะเก็บความเจ็บนี้ไว้"
"ผมได้หมุนนาฬิกากลับไป 1 ชั่วโมงแล้ว ผมหวังว่าคุณจะลืมทุกอย่างที่ผมพูดไป แต่ว่า ถ้าหากคราวหน้าเราบังเอิญเจอกัน พวกเราก็คบกันอย่างเพื่อนแล้วกันนะครับ"
"ในตอนแรก เมื่อเวลาผ่านไป ผมก็เริ่มที่จะคิดถึงพวกเธอ วันนึงเป็นร้อยครั้ง แล้วก็เหลือ 99 เหลือ 98 เหลือ 97 และจากนั้นเมื่อผมลืมนับไปเรื่อยๆ ผมก็เลย สับสนว่าผู้หญิงสองคนนั้นน่ะ มีผมสีดำหรือสีน้ำตาลกันแน่ หรือที่จริงผมชอบพวกเธอหรือเปล่า"

Lovers'concerto

 
"ถ้าเธอบอกว่าเป็นทางซ้าย มันก็จะเป็นทางซ้ายสำหรับฉันโดยไม่มีข้อสงสัย ถ้าเธอบอกว่าเป็นทางขวา มันก็จะเป็นทางขวาสำหรับฉันโดยไม่มีข้อแม้ ไม่สำคัญว่าจะเป็นข้างไหนก็ตาม สิ่งสำคัญคือ.....ความไว้ใจ"
"ถ้าเราเป็นเพื่อนกัน..ฉันโทรเรียกเธอมาเจอทุกครั้งที่อยากเจอได้ใช่มั้ย ถ้าเราเป็นเพื่อนกัน..เวลาฉันเดือดร้อน เธอจะอยู่เคียงข้างฉันใช่มั้ย ถ้าเราเป็นเพื่อนกัน..เวลาเธอเดือดร้อน ฉันช่วยเธอได้ใช่มั้ย ถ้าเราเป็นเพื่อนกัน..เราจะทำทุกอย่างที่ไม่สามารถทำได้ในตอนนี้ใช่มั้ย"
"คนที่รักกัน...จะต้องได้พบกัน... แม้ว่าหนทางจะยาวไกลสักเพียงไหน ในที่สุดจะต้องได้กลับมาพบกัน"

Stairway to heaven
 

ชยอง : นานมาแล้ว ชินกูนบอกว่า ดวงดาวมีเหตุผลต้องแตกดับ ก็เหมือนกับมนุษย์ อีก 2,500 ปีข้างหน้า
มีคนบอกว่าคุณอาจจะได้พบคนที่รู้จักอีกครั้ง ดังนั้นเราอาจจะได้พบกันอีกยูลกูน ถ้าเกิดคุณได้พบกับฉันอีกใน 2,500 ปีข้างหน้า หนีฉันไปนะคะ ถ้าเกิดได้พบฉันอีก อย่าทำเป็นรู้จักฉันและหนีฉันไปเงียบๆ ฉันก็จะทำอย่างนั้นเหมือนกัน
ยูลกูน : ทำไมผมต้องทำอย่างนั้นด้วย
เชยอง : ตอนนี้ฉันอาจจะอยู่ห่างจากชินกูน แต่ฉันคิดว่าอีก 2,500 ปีข้างหน้า ฉันก็ยังจะชอบเขาอยู่
ยูลกูน : ถึงตอนนั้นผมก็ยังจะเฝ้ารอคุณ

Princess Hour (Goong)


"ตอนที่ยังไม่รู้จักคุณ...คนอื่นไม่เคยอยู่ในสายตาของผมเลย..พอผมได้รักคุณ...ผมถึงมองคนอื่น...ผมพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ลืมคุณ...ผมจึงทำร้ายคนอื่นไปด้วย...จริงๆแล้วให้ผมถูกทำร้ายคนเดียวก็พอ...แต่ผมกลับเอามีดไปจ่อคนอื่นๆ...ผมรู้สึกตัวเองกำลังจะตายเพราะคิดถึงคุณ...รู้สึกว่าตัวเองกำลังจะตาย...จึงมาหาคุณครับ อย่าไล่ผมเลยนะครับ...ถ้าไม่อยากให้ผมตาย...ก็อย่าไล่ผมไปเลยนะครับ...ผมจะอยู่เงียบๆ แล้วจากไปอย่างเงียบๆ...ผมสัญญา เพราะฉะนั้นอย่าไล่ผมเลยนะครับ"
Spring Day
 
 
"เราแตกต่างกันเพียงแค่....คุณเลือกที่จะลืม ส่วนผมเลือกที่จะจำ"
"ตอนนี้เป็นตอนที่เรารักกันน้อยที่สุด เพราะเราจะรักกันมากขึ้นทุกวัน"
"นางฟ้า ของผม นางฟ้าผู้ส่องประกายในใจผม ลีซุอิน ผมรักนางฟ้าคนนี้ ถ้าผมหักปีกนางฟ้าแล้วบังคับให้เธออยู่กับผม ผมคงเห็นแก่ตัวเกินไป นางฟ้าของผมบินให้สูงขึ้นและไกลขึ้น แต่วันใดที่คุณเหนื่อยล้ากลับมาตรงนี้ผมยังรอคุณเสมอ"
"ไม่ว่าเวลาจะผ่านไป แต่สุดท้ายที่เหลืออยู่นั้นคือการเรารักกัน"
"ฉันไม่อาจบรรยายความรู้สึกที่มีอยู่ตอนนี้มาเป็นคำพูดได้ เพราะกลัวว่าความรู้สึกนั้นมันจะหายไป"

Love story in Harvard
 

"ธรรมชาติของคนเราชอบมองย้อนกลับไปในอดีต เสียใจกับความผิดพลาดของตัวเอง ฉันหวังว่าคุณจะเห็นคุณค่าของปัจจุบัน และรักทุกๆนาทีของมัน"
"คุณยังจำได้ไหมว่า คุณเริ่มต้นความรักได้ยังไง สิ่งที่จุดชนวนความรัก ก็สามารถยุติความรักได้เช่นกัน"

Daddy's long leg   


"ชีวิตเต็มไปด้วยความบังเอิญ แม้เส้นทางคู่ขนานก็อาจจะมาพบกันได้"
"ทั้งสองคนต่างพันธ์ผูก เชื่อมกันไว้ด้วยจิตวิญญาณ ต่างเข้าใจในอารมณ์ งดงามเหมือนดั่งสัจธรรมอันเที่ยงแท้ หากแต่ความไม่เที่ยงแท้ยิ่งงดงามกว่า ทั้งสองไม่รู้จักกันมาก่อน ดังนั้นจึงไม่คาดหวัง ว่าดวงชะตาจะมาประสบพบกัน อาจเคยพบกันตามถนน บันได บนระเบียง และทุกหนทุกแห่ง ทั้งสองอาจพานพบกันและกันมานานแสนนานแล้ว อยากถามว่าพวกเขาจำได้หรือเปล่า ว่าอาจเคยพบกันต่อหน้าต่อตา ตรงประตูหมุน หรืออาจเคยพูดคุยในฝูงชนแออัดว่า "ขอโทษ" หรืออาจเคยส่งเสียงทางสายโทรศัพท์ว่า "คุณต่อผิด" แต่ทว่าฉันรู้คำตอบของพวกเขา ซึ่งก็คือไม่ พวกเขาต่างจำกันไม่ได้ พวกเขาคงจะตะลึงงัน หากรู้ว่าโชคชะตาเล่นตลกกับพวกตน และอาจจนไม่ยินยอมพร้อมใจที่เปลี่ยนไปตามโชคชะตา ดุจฟ้าเป็นใจเปิดโอกาสให้พวกเขาแล้วก็ปิด ขวางกั้นหนทางประสบพักตร์ ฟ้าหัวเราเยาะเย้ยเสียยิ่ง "ดุจผู้หญิงเลี้ยวซ้าย ผู้ชายเลี้ยวขวา"

Turn Left Turn Right


ขอขอบคุณบทความทั้งหมดจาก หนังแระซีรีย์เกาหลี เจ้าค่ะ  ฮิ ฮิ ฮิ ฮิ
บันทึกการเข้า
Arshavin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #31 เมื่อ: 25 กุมภาพันธ์ 2010 »

color=red]อันนี้ดีมาก..อยากให้อ่านกัน ทุกคนนะครับผม

...



ผม อ่าน แล้ว น้ำตาไหลเลยครับ เศร้า




~ บะหมี่น้ำหนึ่งชาม(ยาวหน่อยแต่ ดีมากคับ) ~

-

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีที่แล้ว วันที่ 31 ธันวาคม 2528
ซึ่งเป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ที่ร้านบะหมี่ " ฮอกไก " บนถนนซัปโปโร

การกินบะหมี่โซบะในคืนวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นั้นเป็นประเพณีของชาวญี่ปุ่น
ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ร้านบะหมี่ขายดีในวันสิ้นปี "ร้านฮอกไก" นี้ก็เช่นกัน ในวันนี้คน
แน่นร้านแทบทั้งวัน จนกระทั่งถึงเวลา 22.00 น. คนก็เริ่มน้อยลง โดยปกติแล้วบน
ถนนสายนี้คนจะแน่นขนัดไปจนถึงเช้าตรู่


แต่วันนี้ทุกคนจะต้องรีบกลับบ้านเพื่อไปต้อนรับปีใหม่กัน ดังนั้นถนนสายนี้จึงปิดร้าน
เร็วกว่าปกติ เถ้าแก่ของร้าน "ฮอกไก" เป็นคนซื่อ และเถ้าแก่เนี้ยก็เป็นคนอัธยาศัยใจ
คอดี

ในคืนวันส่งท้ายปีเก่า พอลูกค้าคนสุดท้ายกลับไปในขณะเถ้าแก่เนี้ยก็จะปิดร้าน
ประตูร้านก็ถูกเปิดออกอย่างเบา ๆ มีผู้หญิงคนหนึ่งพาเด็กชายสองคน
คนหนึ่งประมาณ 6 ขวบกับอีกคนหนึ่งประมาณ 10 ขวบเข้ามาในร้าน

เด็กชายทั้งสองคนสวมชุดกีฬาใหม่เอี่ยมเหมือนกันทั้งสองคน
ส่วนหญิงคนนั้นสวมโอเวอร์โค้ทลายสก๊อตเก่า ๆ เชย ๆ

"เชิญนั่งครับ" เถ้าแก่ร้องทักทายออกมา

หญิงคนนั้นเอ่ยปากอย่างขลาดกลัวว่า
"ขอบะหมี่น้ำสักชามได้ไหมค๊ะ"

เด็กชายสองคนที่อยู่ข้างหลังสบตากันอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก

"ได้ค่ะ ได้ค่ะ ทำไมจะไม่ได้ล่ะค่ะ เชิญนั่งก่อนค่ะ"

เถ้าแก่เนี้ยพาพวกเขาไปนั่งที่โต๊ะเบอร์สองชิดกำแพง
แล้วตะโกนบอกไปทางห้องครัวว่า "บะหมี่น้ำหนึ่งชาม"
บะหมี่หนึ่งชามมีบะหมี่แค่หนึ่งก้อน เถ้าแก่คิดแล้วก็ใส่บะหมี่
เพิ่มไปอีกครึ่งก้อน ต้มบะหมี่ได้ชามเบ้อเริ่ม
ทั้งเถ้าแก่เนี้ยและสามแม่ลูกต่างก็ไม่รู้เรื่อง
สามแม่ลูกนั่งล้อมชามบะหมี่กินกันอย่างเอร็ดอร่อย
กินพลางพูดพลาง

"ทานเถอะครับ" ลูกคนพี่พูด


"แม่ทานหน่อยสิครับ"ลูกคนน้องพูดไปก็คีบบะหมี่ให้แม่กิน
ไม่นานก็กินบะหมี่หมดชาม จ่ายเงินไปหนึ่งร้อยห้าสิบเยน
แล้วทั้งสามคนก็ชมว่า

"ขอบคุณมากค่ะ(ครับ) บะหมี่อร่อยมากค่ะ(ครับ)"

พร้อมกับค้อมตัวเล็กน้อยแล้วลาจากไป

"ขอบคุณมากค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)"

ทั้งเถ้าแก่และเถ้าแก่เนี้ยต่างก็กล่าวขอบคุณ
ทำงานไปวันแล้ววันเล่ายุ่งตั้งแต่เช้าจรดเย็น และแล้วก็ผ่านไปอีกหนึ่งปี
วันที่ 31 ธันวาคมก็เวียนมาครบรอบอีกครั้งหนึ่ง ในวันส่งท้ายปีเก่า
ร้านบะหมี่ "ฮอกไก" ก็ยังคงขายดีและดูเหมือนจะขายดีกว่าปีที่ผ่านมา
สองตายายยังคงยุ่งวุ่นวายอยู่กับการค้าขาย และแล้ววันที่วุ่นวายก็จบสิ้นลง
22.00น.กว่า ในขณะที่เถ้าแก่เนี้ยกำลังจะปิดร้านอยู่นั้น
ประตูร้านก็ถูกผลักออกเบา ๆ ผู้ที่เข้ามาก็คือหญิงวัยกลางคนกับเด็กชายสองคน
พอเห็นเสื้อโอเวอร์โค้ทที่เก่า และเชย
เถ้าแก่เนี้ยก็นึกขึ้นมาได้ว่าเป็นลูกค้าคนสุดท้ายในวันส่งท้ายปีเก่าของปีที่แล้วนั่นเอง

"ขอบะหมี่น้ำหนึ่งชามได้มั๊ยคะ"

"ได้ค่ะ ได้ค่ะ เชิญนั่งตามสบายนะคะ"

เถ้าแก่เนี้ยนำพวกเขาไปนั่งที่เดิมที่เคยนั่งเมื่อปีที่แล้ว โต๊ะเบอร์สอง
ตะโกนไปพลางว่า "บะหมี่น้ำหนึ่งชาม" เถ้าแก่รับคำพลาง
จุดเตาที่เพิ่งจะดับไปพลาง "ได้ครับ บะหมี่น้ำหนึ่งชาม"
เถ้าแก่เนี้ยแอบไปพูดที่ข้างหูของเถ้าแก่ว่า

"นี่ตาแก่ ต้มบะหมี่ให้พวกเขาสามชามไม่ได้หรือ"

"ไม่ได้ ถ้าทำแบบนั้นจะทำให้พวกเขาอายและไม่สบายใจได้รู้มั๊ย"

สามีตอบพลาง แล้วโยนบะหมี่อีกครึ่งก้อนลงไปในหม้อที่น้ำกำลังเดือดพล่าน
เดินไปยืนข้างภรรยาแล้วก็ยิ้ม ภรรยาก็พูดขึ้นว่า

"เห็นเธอซื่อ ๆ ทึ่ม ๆ ไม่นึกเลยว่าจิตใจก็ดีเหมือนกันนะ"
ฝ่ายสามีเดินไปตักบะหมี่ชามใหญ่ที่กลิ่นหอมชวนกินชามนั้นแล้วให้ภรรยายกไปให้สาม
แม่ลูก สามแม่ลูกนั่งล้อมชามบะหมี่ กินไปพลางคุยไปพลาง
เสียงคุยของสามแม่ลูกดังถึงหูของตายาย

"หอมจังเลย…ยอดไปเลย…อร่อยจริง ๆ "

"ปีนี้สามารถกินบะหมี่ของร้านฮอกไกได้ นับว่าไม่เลวทีเดียว"

"ถ้าปีหน้าสามารถมากินได้อีกก็ดีนะสิ"

กินเสร็จก็จ่ายเงินไปหนึ่งร้อยห้าสิบเยน
แล้วสามแม่ลูกก็เดินออกจากร้านฮอกไกไป

"ขอบคุณค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)"
มองตามหลังสามแม่ลูกจนลับหายไป

สองตายายก็ยกเรื่องสามแม่ลูกมาพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกไปได้ระยะหนึ่ง
ในวันสิ้นปีของสามปีมานี้ กิจการของร้านฮอกไกดีมาก
สองตายายต่างก็ยุ่งจนไม่มีเวลาคุยกัน แต่พอเลย 21.00น.ไปแล้ว
สองตายายก็เริ่มกระวนกระวายใจขึ้นมา พอถึง 22.00น.
พนักงานในร้านต่างก็รับอั้งเปาแล้วก็แยกย้ายกันกลับไป

พอคนกลับไปหมดแล้วเจ้าของร้านทั้งสองก็ช่วยกันเอาป้ายราคาบะหมี่ในร้านที่เขียน
ไว้ว่า "บะหมี่ชามละสองร้อยเยน" ที่แขวนไว้ตามผนังทั้งหมดพลิกกลับหลัง
แล้วช่วยกันเขียนใหม่ว่า "บะหมี่ชามละร้อยห้าสิบเยน"
30นาทีก่อนเถ้าแก่เนี้ยก็เอาป้าย "จองแล้ว"
ไปวางไว้บนโต๊ะเบอร์สอง


เหมือนกับว่าจะมีเจตนารอแขกที่ลูกค้าออกจากร้านไปหมดแล้วถึงจะมาอย่างนั้นแหละ
22.30น. ในที่สุดสามแม่ลูกก็ปรากฎตัวขึ้น พี่ชายสวมเครื่องแบบมัธยมของรัฐแห่งหนึ่ง

น้องชายสวมเสื้อแจ๊คเก็ทที่พี่ชายสวมเมื่อปีก่อนดูหลวมและไม่พอดีตัว
เด็กทั้งสองคนโตขึ้นมาก

ส่วนผู้เป็นแม่ก็ยังคงสวมเสื้อโค้ทลายสก๊อตที่ทั้งเก่าและเชยแถมสีซีดตัวเดิม

"เชิญค่ะ เชิญค่ะ"

เถ้าแก่เนี้ยกล่าวทักทายอย่างมีน้ำใจ

มองใบหน้าอันยิ้มแย้มและท่าทางต้อนรับอย่างเต็มที่ของเถ้าแก่เนี้ย

ทำให้ผู้เป็นแม่นั้นเปล่งคำพูดออกมาอย่างงกงกเงิ่นเงิ่นว่า

"รบกวนช่วยทำบะหมี่น้ำให้สักสองชามได้ไหมค่ะ" "ได้ค่ะ เชิญนั่งทางนี้ค่ะ"

เถ้าแก่เนี้ยนำแม่ลูกไปนั่งยังโต๊ะเบอร์สอง

แล้วรีบเอาป้าย"จองแล้ว"ออกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แล้วตะโกนบอกไปทางครัวว่า

"บะหมี่น้ำสองชาม"

"ได้ครับ บะหมี่น้ำสองชามได้เดี๋ยวนี้แหละครับ"

เถ้าแก่พลางตอบ พลางโยนบะหมี่ลงไปในหม้อน้ำสามก้อน
สามแม่ลูกกินไปพูดไป

ดูแล้วเหมือนมีความสุขกันมาก
สองสามีภรรยาที่ยืนอยู่หลังโต๊ะทำบะหมี่ได้รับรู้ถึงความสุขที่พวกเขาได้รับกัน
ในใจก็พลอยเบิกบานไปด้วย

"ลูกรัก วันนี้แม่ต้องขอบคุณลูก ๆ เป็นอย่างมาก"

"ขอบคุณ ?"

"ทำไมครับ"

"เรื่องเป็นอย่างนี้


คือคุณพ่อของลูกที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปได้ทำให้คนอีกแปดคนได้รับบาดเจ็บ
และทางบริษัทประกันก็ไม่รับผิดชอบในส่วนนั้น

ในช่วงหลายปีมานี่ทำให้เราต้องจ่ายเงินเดือนละห้าหมื่นเยนทุกเดือน"

"เอ๊ะ เรื่องนี้เราก็ทราบกันอยู่แล้วนี่ครับ"
ผู้เป็นพี่ตอบ

ส่วนเถ้าแก่เนี้ยได้แต่ตั้งใจฟังอย่างเงียบ ๆ
อยู่หลังโต๊ะทำอาหาร

"แต่เดิมนั้นเเราต้องชำระหนี้ไปจนถึงปีหน้าเดือนมีนาคม

แต่ตอนนี้เราได้ชำระหนี้ไปหมดแล้ว"

"จริง ๆ หรือครับ แม่"

"จริงสิจ๊ะ
นี่เป็นเพราะว่าพี่ชายของลูกขยันไปส่งหนังสือพิมพ์

ส่วนตัวลูกเองก็ช่วยแม่ซื้อกับข้าวทำอาหาร
ทำให้แม่ไปทำงานได้อย่างเต็มที่

ทางบริษัทจึงได้ให้เงินเบี้ยขยันพร้อมทั้งเงินโบนัสพิเศษอื่นๆ อีก

จึงทำให้วันนี้สามารถชำระในส่วนที่เหลือได้หมด"

"ว้าว แม่ครับ พี่ครับ อย่างนี้ก็วิเศษสิครับ

แต่ว่าต่อไปขอให้ผมได้ช่วยทำอาหารต่อไปเถอะนะครับ"

"ผมก็จะส่งหนังสือพิมพ์ต่อนะครับ นายน้องชาย

เราต้องร่วมแรงร่วมใจกันสู้หน่อยแล้วนะ"

"ขอบใจลูกทั้งสองมาก ขอบใจจริง ๆ "


"แม่ครับผมกับน้องก็มีความลับจะบอกกับแม่เหมือนกันครับ
คือในวันอาทิตย์วันหนึ่งของเดือนพฤศจิกายนโรงเรียนของน้อง
ได้แจ้งให้ผู้ปกครองไปเยี่ยมชมนักเรียนในห้องเรียนในวันพบผู้ปกครอง
คุณครูของน้องยังได้แนบจดหมายมาอีกหนึ่งฉบับว่า
เรียงความของน้องได้ถูกคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของฮอกไกโด
เพื่อไปแข่งขันเรียงความทั่วประเทศ นี่ผมได้ยินมาจากเพื่อน ๆ
ของน้องนะครับผมถึงทราบ ดังนั้นในวันนั้นผมจึงไปเป็นตัวแทนแม่
ไปร่วมในงานวันพบผู้ปกครองของน้อง"

"จริงหรือลูก แล้วต่อมาล่ะ"

"หัวข้อที่คุณครูให้เรียงความคือ ความปรารถนาของข้าพเจ้า"

น้องได้เอาเรื่องของบะหมี่น้ำหนึ่งชามมาเขียนเป็นเรียงความ

แล้วยังได้อ่านต่อหน้าทุกคนด้วย"


"เรียงความเขียนว่า…หลังจากที่คุณพ่อประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์แล้ว
ได้ทิ้งหนี้สินให้เรามากมาย เพื่อที่จะชำระหนี้ คุณแม่ต้องทำงานดึกดื่นหาม
รุ่งหามค่ำทุกวัน แม้แต่เรื่องของผมที่ต้องไปส่งหนังสือพิมพ์
น้องก็ยังเอาไปเขียนเลย…"
"ยังมีอีก น้องยังเขียนถึงในคืนวันที่ 31 ธันวาคม
พวกเราสามคนแม่ลูกได้มาล้อมวงกันกินบะหมี่น้ำ
อร่อยมาก…สามคนกินบะหมี่น้ำแค่ชามเดียว
คุณตาคุณยายเจ้าของร้านยังกล่าวขอบคุณพวกเราอีก
แล้วยังอวยพรวันปีใหม่ให้พวกเราอีก

เสียงเหล่านั้นเหมือนกับว่าให้กำลังใจให้เข้มแข็งที่จะยืนหยัดมีชีวิตอยู่ต่อไป
พยายามปลดเปลื้องหนี้สินทั้งหลายของคุณพ่อให้หมดให้เร็วที่สุด…"


"ด้วยเหตุนี้น้องจึงได้ตัดสินใจว่าโตขึ้นน้องจะเปิดกิจการร้านบะหมี่
แล้วจะต้องเป็นเจ้าของร้านบะหมี่ยอดเยี่ยมอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นอีกด้วย
แล้วยังจะให้กำลังใจแก่ลูกค้าทุกคน…ขอให้มีความสุขครับ…ขอบคุณครับ…"

สองตายายเจ้าของร้านบะหมี่ที่ยืนฟังอยู่หลังโต๊ะทำบะหมี่จู่ ๆ
ก็หายตัวไป

พวกเขาไม่ได้หายไปไหนเลยเพียงแต่คุกเข่ากันอยู่ใต้โต๊ะ
ในมือถือปลายผ้าขนหนูกันคนละข้าง

พยายามซับน้ำตาที่ไหลไม่ยอมหยุดเหมือนทำนบพังนั้นอย่างไม่ลดละ

"พอน้องอ่านเรียงความจบ คุณครูก็พูดว่า

"วันนี้พี่ชายได้มาเป็นตัวแทนของคุณแม่ ดังนั้นขอเชิญพี่ชายขึ้นมากล่าวอะไรสักหน่อยค่ะ "

"จริงหรือลูก แล้วลูกทำอย่างไรหล่ะ"

"ก็มันกระทันหันเกินไป ตอนแรก ๆ ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
ผมจึงพูดว่า…ขอบคุณทุกคนที่เอาใจใส่น้องผมเป็นอย่างดี
น้องผมต้องไปจ่ายตลาดซื้อกับข้าวกลับมาหุงหาอาหารทุกวัน
ดังนั้นในเวลาที่เพื่อน ๆ ทุกคนมีกิจกรรมกันในตอนเย็นก็มักจะ
อยู่ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ได้เพราะต้องรีบกลับบ้าน
เมื่อเป็นอย่างนี้คงจะทำให้ทุกคนวุ่นวายกันพอสมควร"

"เมื่อครู่นี้ตอนที่ได้ยินน้องอ่านเรียงความเรื่องบะหมี่น้ำหนึ่งชาม
ผมรู้สึกอายมาก แต่พอได้เห็นน้องยืดอกอ่านเรียงความเรื่องบะหมี่
น้ำหนึ่งชามด้วยเสียงอันดังนั้นจนจบ ถึงได้รู้สึกว่าความรู้สึกอายเมื่อ
สักครู่นี้ถึงจะเรียกว่าเป็นความอายจริงๆ "

"หลายปีมานี้ ความกล้าของคุณแม่ที่จะสั่งบะหมี่น้ำหนึ่งชามนั้นเพื่อกิน
กันสามคนนั้นผมกับน้องจะไม่มีวันลืมเป็นอันขาด ผมและน้องจะต้องขยัน
และดูแลแม่เป็นอย่างดี และผมขอฝากน้องของผมให้ทุกคนช่วยดูแลด้วยครับ"

สามแม่ลูกกุมมือกันเงียบ ๆ ตบไหล่ กินบะหมี่หมดอย่างมีความสุขกว่าทุก ๆ ปี

จ่ายเงินไปสามร้อยเยนกล่าวขอบคุณค้อมตัวลงเคารพและเดินออกจากร้านไป

มองตามหลังสามแม่ลูกไป เจ้าของร้านจึงได้รู้สึกว่าปีนี้ได้ผ่านไปแล้วจริง ๆ

พร้อมกับกล่าวว่า "ขอบคุณค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)"

และแล้วก็ผ่านไปอีกปีหนึ่ง
พอถึงเวลา21.00น.ทางร้านฮอกไกก็วางป้าย"โต๊ะจอง"ไว้บนโต๊ะเบอร์สองและเฝ้ารอคอย
การมาเยือนของสามแม่ลูกเช่นเคย

แต่ในปีนั้นสามคนแม่ลูกไม่ได้มาปรากฏตัวที่ร้านเลย

ปีที่สอง ปีที่สาม
โต๊ะเบอร์สองก็ยังคงว่างอยู่เช่นเดิม

สามแม่ลูกไม่ได้มาที่ร้านฮอกไกอีกเลย
กิจการของร้านฮอกไกดีมาก

เรียกว่าดีวันดีคืนเลยทีเดียว
ภายในร้านมีการตกแต่งใหม่

โต๊ะเก้าอี้ก็มีการเปลี่ยนใหม่

จะมีก็แต่โต๊ะเบอร์สองที่เก็บรักษาไว้เหมือนเดิม

"นี่มันเรื่องอะไรกัน"
ลูกค้าหลายคนต่างก็ถามด้วยความกังขา


เถ้าแก่เนี้ยก็เลยเล่าเรื่องบะหมี่หนึ่งชามให้แก่ลูกค้าฟัง

โต๊ะเก่าตัวนั้นวางอยู่กลางร้านเหมือนกับว่าเป็นการให้กำลังใจตัวเองอย่างหนึ่ง

และก้อไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่งลูกค้าทั้งสามอาจจะกลับมาอีก

พวกเขาหวังว่าจะใช้โต๊ะเก่าตัวนั้นในการต้อนรับลูกค้าทั้งสามของเขา

โต๊ะเบอร์สองตัวนั้นเปลี่ยนเป็นชื่อว่า "โต๊ะแห่งความสุข"

ลูกค้าต่างก็พูดต่อๆ กันไป



มีนักเรียนหลายคนอยากเห็นโต๊ะตัวนี้ถึงขนาดที่ว่านั่งรถมาจากที่ไกลแสนไกลมากิน
บะหมี่ และเจาะจงที่จะนั่งโต๊ะตัวนี้

ผ่านวันที่ 31 ธันวาคม ไปอีกหลาย ๆ ปี

พอถึงวันสิ้นปีหลังจากปิดร้านแล้ว เจ้าของร้านค้าในระแวกใกล้เคียงร้านฮอกไก

ก็มักจะมารวมตัวฉลองโดยการกินบะหมี่ที่ร้านฮอกไก
กินไปพลาง

ก็รอเสียงระฆังส่งท้ายวันสิ้นปีเก่าไปพลาง

แล้วทุกคนก็ไปวัดเพื่อไหว้พระด้วยกัน
เป็นธรรมเนียมมา 5-6 ปีแล้ว

ในวันนี้พอเลย 21.30น.ไปแล้ว

เจ้าของร้านขายปลามาถึงก่อนพร้อมทั้งนำซาซิมิมาด้วย

ต่อจากนั้นก็มีคนมาเรื่อยๆ เป็นระยะ บ้างก็เอาเหล้ามา
บ้างก็เอาอาหารกับแกล้มมา

ปกติแล้วก็จะรวมตัวกันได้ประมาณ 30-40 คน
ต่างก็คึกคักกันมาก

ทุกคนที่มานั้นต่างก็รู้ตำนานเกี่ยวกับโต๊ะเบอร์สอง

ทุกคนก็พยายามไม่เอ่ยถึงมันแต่ในใจต่างก็คิดกันว่า

วันนี้"โต๊ะจอง"ตัวนั้นไม่มีคนที่พวกเขาเฝ้ารอมานั่ง

มันคงจะว่างเปล่าเพื่อส่งท้ายปีเก่าอีกเช่นเดิม

พวกเขาบ้างก็กินเหล้า บ้างก็กินบะหมี่ บ้างก็เข้า ๆ
ออก ๆ

พอเตรียมกับข้าวกับแกล้ม ต่างก็กินกันไปคุยกันไป
พูดเรื่องการค้าบ้าง

คุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ แม้แต่น้ำทะเลขึ้นลง

ในระยะนี้บ้านไหนมีเด็กเกิดใหม่

ก็นำมาพูดคุยในวงสนทนา คุยมันทุก ๆ เรื่อง

จนเหมือนกับว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน

เวลาผ่านไปจนถึง 22.30น.
ทันใดนั้นเองประตูร้านก็ถูกผลักออกเบา ๆ

ทุกคนในร้านหยุดพูดคุยกัน
สายตาทุกคู่มองตรงไปยังประตูร้าน

ชายหนุ่มสองคนยืนสง่าในชุดสูทสากล
พาดโอเวอร์โค้ทไว้บนแขน


พอเห็นว่าผู้ที่มาเป็นใครทุกคนก็รู้สึกว่าบรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลง

และเริ่มสนทนากันต่อไปอย่างคึกคัก
ในขณะที่เถ้าแก่เนี้ยกำลังจะพูดว่า

"ขอโทษค่ะ ที่นั่งเต็มหมดแล้วค่ะ"

เพื่อปฏิเสธลูกค้าที่ไม่ได้รับเชิญอยู่นั้น



ก็มีหญิงคนหนึ่งสวมชุดกิโมโนเดินเข้ามายืนระหว่างกลางของชายหนุ่มทั้งสองคน


ทุกคนในร้านแทบจะหยุดหายใจเมื่อได้ยินคุณนายผู้นั้นพูดว่า

"เอ้อ…รบกวน…รบกวนช่วยทำบะหมี่ให้สามชามได้ไหมคะ"

ทันทีที่เถ้าแก่เนี้ยได้ยินสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
เวลาผ่านไปสิบกว่าปีแล้ว

ภาพของสามแม่ลูกในความทรงจำ
กับภาพของสามแม่ลูกตรงหน้า

เธอพยายามจะนำทั้งสองภาพมาวางซ้อนกัน

เถ้าแก่ที่ยืนตะลึงอยู่ที่โต๊ะทำบะหมี่

ชี้นิ้วไปยังทั้งสามแม่ลูก "พวกคุณ .. พวกคุณ"
เขาพูดได้เพียงแค่นั้น

คำพูดทุกคำจุกอยู่ที่คอ
ชายหนุ่มหนึ่งในสองคนเห็นท่าทีของเถ้าแก่เนี้ยที่ทำอะไรไม่ถูกก็เลยพูดกับ
เถ้าแก่เนี้ยว่า

"พวกเราสามคนแม่ลูกที่เมื่อสิบสี่ปีก่อนในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่มา
สั่งบะหมี่น้ำหนึ่งชามทานกันสามคนไงครับ
และพวกเราก็ได้รับกำลังใจจากบะหมี่น้ำชามนั้น
พวกเราจึงได้สามารถยืนหยัดมาถึงวันนี้ได้"


"หลังจากนั้นก็อพยพครอบครัวไปอาศัยอยู่กับยายที่อำเภอชิกะ
ปีนี้ผมสอบผ่านได้เป็นนายแพทย์แล้ว
ตอนนี้ผมเป็นแพทย์ฝึกหัดแผนกกุมารเวชที่โรงพยาบาลเกียวโต
ปีหน้าเดือนเมษายนก็จะย้ายมาประจำโรงพยาบาลกลางของซัปโปโรแล้ว"

"วันนี้พวกเราก็เลยแวะมาที่โรงพยาบาลเพื่อทำความรู้จักและฝากเนื้อฝากตัว
แล้วเลยไปไหว้สุสานของคุณพ่อ
และน้องชายที่ครั้งหนึ่งเคยใฝ่ฝันว่าจะเป็นเจ้าของกิจการร้านบะหมี่นั้น

ขณะนี้ได้ทำงานในธนาคารเกียวโต
ได้เสนอความคิดที่เลิศเลออย่างหนึ่งก็คือ

ปีนี้ในวันส่งท้ายปีเก่า


พวกเราสามคนแม่ลูกจะมาเยี่ยมคารวะเจ้าของร้านบะหมี่ฮอกไกที่ซัปโปโร

และทานบะหมี่น้ำสามชามของร้านฮอกไกด้วย"

สองตายายฟังไปพลาง พยักหน้าไปพลางด้วยน้ำตาคลอเบ้า

เถ้าแก่ร้านขายผักที่นั่งอยู่ตรงหน้าประตู


พยายามใช้แรงอย่างเต็มที่ที่จะกลืนบะหมี่คำที่คาอยู่ในปากลงไปในคอ

แล้วลุกขึ้นยืนพูดว่า "อ้าว…เถ้าแก่… เป็นอะไรไปหล่ะ

อุตสาห์เตรียมการมาตลอดสิบปีเพื่อเฝ้าคอยวันนี้
"โต๊ะจอง"

ตัวนั้นไงที่พวกเถ้าแก่จองให้ลูกค้าที่จะมาตอนหลังสิบโมงของคืนวันสิ้นปีไง

รีบๆ ต้อนรับพวกเขาสิ เร็วเข้า"

ในที่สุดเถ้าแก่เนี้ยก็ได้สติ
ตบไหล่ของเถ้าแก่ร้านขายผัก แล้วพูดว่า


"ยินดีต้อนรับค่ะ…เชิญนั่งข้างในค่ะ…นี่ตาเฒ่า…บะหมี่น้ำสามชามโต๊ะสอง"

เถ้าแก่ที่ยืนตะลึงอยู่ก็รีบปาดน้ำตาแล้วรับคำว่า
"ครับ..บะหมี่น้ำสามชาม"

หากดูกันตามจริงแล้ว


สิ่งที่เถ้าแก่ร้านบะหมี่ทั้งสองได้ให้ไปมันไม่ได้มีค่ามากมายอะไรเลย

มันเป็นแค่เพียงบะหมี่ไม่กี่ก้อน
คำพูดที่จริงใจและให้กำลังใจเพียงไม่กี่คำ

รวมทั้งคำอวยพรว่า "ขอบคุณค่ะ(ครับ)
สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)"ก็เท่านั้นเอง


แต่มันกลับให้ผู้ที่ถูกความจริงอันโหดร้ายบีบให้จมอยู่ในสถานการณ์
คับขับได้สามารถกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

นิทานเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า ---

อย่าพยายามมองข้ามตัวเอง

ตัวเราเองสามารถมีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ได้
บางทีมันอาจจะเป็นแค่เพียงความใส่ใจความห่วงใยอันจริงใจ
ของคุณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ก็สามารถนำพาเอาแสงสว่างอันเจิดจรัสอย่างไม่มีขีดจำกัดมาสู่โลกได้

ด้วยเหตุนี้ความหวังความใฝ่ฝันที่แรงกล้าของพวกเรา …
เพื่อนพ้องทั้งหลาย …

อย่ามัวเห็นแก่ตัวกันหรือเสียดายมันอยู่เลย
หวังว่านับแต่บัดนี้เป็นต้นไป


พวกเราจะสามารถมอบหัวใจแห่งความรักและความเมตตาที่เราอัดเก็บ
ไว้ในใจมาเป็นเวลานานแสนนานนั้นมอบให้กับคนอื่นด้วยความเต็มใจ
จุดประกายแห่งความสว่างแก่โลก

….

ถึงแม้จะเป็นแสงเพียงริบหรี่เท่านั้น

แต่สำหรับคืนอันหนาวเหน็บอันเย็นยะเยือกของฤดูหนาว


มันเป็นประกายแห่งความอบอุ่นและแสงสว่างอันสุกสกาวจริงๆ


ไงจ๊ะ…อ่านบทความนี้จบแล้วรู้สึกเมื่อยตาบ้างหรือเปล่า
บริหารสายตาหน่อย

กรอกตาซ้ายไปมา เสร็จแล้วก็หันมากรอกตาขวา

หลังจากนั้นก็กรอกตาทั้งสองข้างพร้อม ๆ กัน


หากทำแล้วลูกตากระเด็นออกมานอกเบ้าแล้วล่ะก้อไม่ต้องมาหาฉันนะจ๊ะ

ไปหาหมอเถอะ…

เรื่องนี้ตอนที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่น

ทำให้คนญี่ปุ่นรู้สึกประทับใจมานับไม่ถ้วนแล้ว
ดังนั้นจึงมีคนพูดกันว่า

"ใครที่อ่านนิทานเรื่องแล้ว
ไม่มีใครเลยที่จะไม่หลั่งน้ำตาให้"

ถึงแม้คำพูดนี้ออกจะเกินจริงไปบ้าง

แต่ก็มีคนจำนวนมากที่ได้อ่านนิทานเรื่องนี้แล้ว
รู้สึกประทับใจจริง ๆ

จนน้ำตาร่วง และน้ำตาที่ร่วงรินเหล่านั้น
มันไม่ใช่น้ำตาจากความรันทดใจ


แต่เป็นน้ำตาที่หลั่งให้แก่ความประทับใจต่อความห่วงใยอย่างจริงใจ


และน้ำใจไมตรีอันกว้างขวางที่มอบให้แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

___________________



ซึ้งมากเลยครับผม!!

ผม ชอบ มาก เลยครับ ยิ้มยิงฟัน[/color]
บันทึกการเข้า
boyryman
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #32 เมื่อ: 25 กุมภาพันธ์ 2010 »

 ร้องไห้

ซึ้ง จิงครับ

ไม่รุ้ น้ามตา มัน คลอเบ้าได้ไง อิอิ

หรือว่าเรา จ้อง จอคอมนานมากไปหน่อยหว่า แห้มๆๆ

ยาว เหมือนกาน อิอิ
บันทึกการเข้า
Arshavin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #33 เมื่อ: 26 กุมภาพันธ์ 2010 »

เหมือนมีรัยมาจุกอยุที่คอใช่ปะ??


5555+


เปน เหมือนกัน ชอบมากเลยยยยยยยยยยยยยยยยย


อิอิ
บันทึกการเข้า
charoenp
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #34 เมื่อ: 26 กุมภาพันธ์ 2010 »

 ขยิบตา

แต่ละคน คัดมาแต่ยาวๆ ทั้งนั้นเลย 5555

แต่อ่านแล้วดีนะ โดยเฉพาะที่มาจากหนังน่ะ

 ยิ้มยิงฟัน ยิ้มยิงฟัน
บันทึกการเข้า
หยง ทีมงาน waiza.com
พี่ซ่า
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 278


เปงคนที่พอดีแต่เปงคนที่ม่ายดีพอ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #35 เมื่อ: 26 กุมภาพันธ์ 2010 »

มีผู้ชายคนหนึ่ง ตรงนั้นของเขายาวถึงยี่สิบห้านิ้ว ทำให้เขาทุกใจมาก และเขาก็ร้องห่มร้องไห้อยู่ทั้งวัน

จนวันหนึ่ง ได้มีนางฟ้ามาบอกเขาว่า หากเขาเดินเข้าไปในป่า แล้วพบกับนางฟ้าสีม่วงตัวเล็ก ก็ให้ขอเธอแต่งงาน หากเธอตอบว่า"ไม่" ตรงนั้นจะหดไปห้านิ้ว

เขาจึงรีบเดินทางเข้าไปในป่า แล้วพบกับนางฟ้าสีม่วงในที่สุด

เขาถาม"แต่งงานกับผมนะ"

นางฟ้าตอบว่า"ไม่"
ตรงนั้นเหลือยี่สิบนิ้วแล้วแต่เขาก็ไม่พอใจอยู่ดี

เขาถามอีกครั้ง"แต่งงานกับผมนะ"

นางฟ้าตอบว่า"ไม่"
ตรงนั้นเหลือสิบห้านิ้ว แต่ก็ยังยาวไปอยู่ดี


เขาถาม"แต่งงานกับผมนะ"

นางฟ้าตอบว่า.....











"ไม่ ฉันบอกว่าไม่ ไม่ ไม่ ไม่ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ"
บันทึกการเข้า

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 10
พิมพ์
กระโดดไป: