หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ย่ำถิ่นแดนมังกรที่หมู่บ้านปั๊กซัว  (อ่าน 1153 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
kafe
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: 05 พฤศจิกายน 2008 »


คอลัมน์: ตะลอนเที่ยว: ย่ำถิ่นแดนมังกรตามรอยบรรพบุรุษ "ชาวแซ่โค้ว-ตรัง"ที่หมู่บ้านปั๊กซัว
Source - แนวหน้า (Th)

Sunday, October 08, 2006  12:14
27689 XTHAI XGEN XLIFE IKEY V%PAPERL P%NND

          ตะลอนเที่ยววันนี้ขอโกอินเตอร์ไปเมืองนอกเมืองนากันสักหน่อย โดยจะพาท่านย่ำแดนมังกร ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และเป้าหมายหลักคือ หมู่บ้านปั๊กซัว มณฑลกวางตุ้ง ซึ่งมีสายสัม พันธ์ที่ลึกซึ้งกับ ชาวทุ่งยาว จ.ตรัง อย่างมากโดยที่หลายคนอาจจะไม่รู้เลยด้วยซ้ำ
          จากการที่ผมได้เดินทางร่วมทริปส์ "ตามรอยบรรพบุรุษตระกูลแซ่โค้ว" ของคนไทยเชื้อ สายจีน ที่ชุมชนบ้านทุ่งยาว อ.ปะเหลียน จ.ตรัง โดยทริปส์ นายเชิดพันธ์ ณสงขลา ผู้ว่าราช การจังหวัดตรัง เป็นผู้จุดประกายสานสายสัมพันธ์ครั้งนี้ขึ้น แต่ท่านไม่ได้เดินทางมาด้วยแต่อย่างใด หัวหน้าคณะการเดินทางครั้งนี้คือ นายสุรพล วิชัยดิษฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ด้วยเหตุนี้จึง อยากให้ทุกท่านได้เห็นสายสัมพันธ์ไทย-จีน และเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองบรรพบุรุษ
          ชาวชุมชนทุ่งยาว เป็นหมู่บ้านชุมชนชาวจีนเล็กๆ ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลตำบลทุ่งยาว มีประชา ชนกว่า 90% เป็นชาวไทยเชื้อสายจีนหลากหลายตระกูล ทั้งตระกูลแต้จิ้ว แคะ ไหลหลำ กวางตุ้ง และฮกเกี้ยน
          เป้าหมายการเดินทางของเราอยู่ที่ หมู่บ้านปั๊กซัว อ.โพยวเล้ง มณฑลกวางตุ้ง หรือ กว่างตง(Guangdong) สาธารณรัฐประชาชนจีน
          จีน ถือกำเนิดมานานกว่า 5,000 ปี ตามคำบอกเล่าว่าเมื่อประมาณกว่า 2,000 ปี จักพรรดิ์จิ๋นซีฮ่องเต้ ได้รวมประเทศจีนเข้าด้วยกัน มาถึงวันนี้ประเทศจีนได้ชื่อว่าเป็นประเทศกำลัง พัฒนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่มากถึง 9.6 ล้าน ตารางกิโลเมตร มากกกว่าประเทศไทย ถึง 18 เท่า ประชากร ณ ขณะนี้มีประมาณ 1,300 คน ซึ่งไม่รวมชาวจีนที่อาศัยอยู่ทั่วทุกมุมโลก หากรวม ชาวจีนทั่วโลกจะมีจำนวนมหาศาลมาก ว่ากันว่าหากนำชาวจีนทั่วมุมโลกมาอุจจาระชพร้อมๆกัน จะ ทำให้แกนโลกเอียงถึง 5 องศา ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะครับแต่เค้าว่ากันมาอย่างนั้น
          นับเป็นความยิ่งใหญ่ที่มหึมาจริงๆ ตามปรัชญาชาวจีนของข้อความที่ว่า "ฟ้ากลม ดินเหลี่ยม (ตี้-ฟัง)" ทำให้ทุกสรรพสิ่งซึ่งติดบนแผ่นดินจีนจะต้องเป็นสี่เหลี่ยม สังเกตจากอักษรจีนมีลักษณะ การเขียนเป็นสี่เหลี่ยม พระตำหนัก ศาลเจ้า ล้วนมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม รวมไปถึงอาคารบ้าน เรือนตึกสูงเสียดฟ้าก็มีสถาปัตยกรรมการก่อสร้างเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม(บล็อกๆ) มองลานตาไปหมด ทำให้ชีวิตผู้คนชาวปักกิ่ง ณ วันนี้ ดูพลุกพล่านสับสนวุ่นวาย สภาพบ้านเมืองทั้งโรงแรม คอนโด อาคารสำนักงาน แฟลต สูงกว่า 10 ชั้นขึ้นไป ผุดเป็นตารางหมากรุก สภาพการจราจรในช่วงชั่ว โมงเร่งด่วนมีสภาพเหมือนกรุงเทพคับคั่งติดขัด รถบนท้องถนนบีบแตรส่งเสียงดังลั่นสนั่น
          แม้การจราจรกลางกรุงปักกิ่ง พลุกพล่าน คับคั่ง แต่ที่นี่ไม่มีตำรวจจราจรเหมือนในกรุงเทพ ใช้วิธีตั้งกล้องวิดีโอตรวจจับ บริเวณเขตเมืองเก่าจะไม่มีห้องน้ำ แต่ทางทางการจัดห้องน้ำสา ธารณะไว้คอยบริการชาวบ้านโดยไม่ต้องจ่ายค่าบริการแต่อย่างใด
          สาเหตุที่ทำให้การจราจรในกรุงปักกิ่งติดขัดนั้น สาเหตุประการหนึ่งมาจากปริมาณรถที่ขายจะ เพิ่มขึ้นวันละ 1,000 คัน อีกทั้งกำลังมีการพัฒนาเมืองเพื่อต้อนรับการเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก ปี 2008 ด้วยจำนวนประชากรที่มาก ทำให้เวลาคนตายจะต้องส่งไปโรงงานและเข้าคิวรอเผา สำ หรับคนที่มีฐานะสามารถซื้อที่ดินบริเวณภูเขาสำหรับฝังศพเลยทีเดียว
          จีนให้ความสำคัญการท่องเที่ยวอย่างมากท่องเที่ยวนั้นจีนให้ความสำคัญอย่างมากคณะเราได้ เยี่ยมชมองค์การท่องเที่ยวเมืองฉางผิง เมืองปักกิ่ง
          องค์การฯก่อตั้งมาตั้งแต่ ค.ศ.1988 มีพื้นที่ประมาณ 1,352 ตร.กม. มีประชากร 620,000 คน ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำไร่ทำนากว่า 60 หมู่บ้าน จึงอาศัยรูปแบบการท่องเที่ยว ธรรมชาติแบบโฮมสเตย์ ประกอบกับเมืองฉางผิงเป็นจุดผ่านแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งไม่ว่าจะเป็น กำแพงเมืองจีน สุสานกษัตริย์ 3 องค์ ค่ายทหารเก็บยุทธอุปกรณ์โบราณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง แหล่งจำหน่ายชา บัวหิมะ และสวนสนุกเด็กเล่น แต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน ทำให้มีรายได้จากการท่องเที่ยวปีละกว่า 2,000 ล้านหยวน
          จากนั้นคณะได้เดินทางต่อไปยังเมืองซัวเถา มณฑลกวางตุ้ง ซึ่งเป็นเขตการปกครองหนึ่งใน จำนวน 28 มณฑลของประเทศจีน มีประชากร 82 ล้านคน ถือเป็นเมืองเศรษฐกิจอีกแห่งที่มีการ พัฒนาอย่างรุดหน้าของจีน ภายในมณฑลกวางตุ้งแบ่งการปกครองออกเป็นอำเภอ ตำบลและหมู่บ้าน เดิมเป็นเมืองชนบท ในปี ค.ศ.1982 ได้พัฒนาเป็นเมืองท่าพาณิชย์มีแม่น้า 3 สาย ไหลผ่านประ กอบด้วย แม่น้าหันเจียง หวงเจียง และเหลียนเจียง ต่อมาถูกยกระดับเป็นเมืองเศรษฐกิจพิเศษ
          จากการที่ซัวเถาเป็นเมืองท่าพาณิชย์ส่งผลให้มีความเจริญพรั่งพร้อมไปด้วยสิ่งสาธารณูปโภค ครบถ้วน ภายในเมืองมีโรงแรมระดับ 5 ดาว 3 แห่ง 4 ดาว 7 แห่ง 3 ดาว 20 แห่ง ระดับทั่ว ไปอีกประมาณกว่าหมื่นแห่ง ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงในเมือง อาทิ เครื่องสำอางค์ เสื้อผ้า ของขวัญ ของเด็กเล่น ซีดีและวีซีดี รายได้จึงมาจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นหลัก
          จากเส้นทางเมืองซัวเถาถึงหมู่บ้านปั๊กซัว อ.โพยวเล้ง เป็นที่ตั้งรกรากของบรรพบุรุษตระ กูลแซ่โค้ว ตามเส้นทางทุกตารางเมตรริมถนนเส้นทางที่ใช้สัญจรปลูกสร้างด้วยอาคารบ้านเรือน แฟลตคอนโดอย่างเบียดชิดไม่เหลือที่ว่างมองให้เห็นและสลับด้วยบ้านชาวจีนยากจนที่ก่อสร้างด้วย อิฐแดงเรียงรายเป็นถิวแถว บริเวณเกาะกลางถนนจะใช้เป็นพื้นที่ปลูกต้นไม้
          สังเกตุเห็นตึกแถวตามเส้นทางชานเมืองมีการติดเหล็กดัดอย่างหนาแน่นทั้งประตูหน้าต่างทุก หลัง อาจจะเป็นการป้องกันการลักขโมย หรือจะเป็นสถาปัตย์กรรมเฉพาะถิ่นยังเป็นคำถามอยู่ในใจ ลักษณะตึกแถว แฟลตและดอนโด จะไม่มีการทาสีบ้านเหมือนเมืองไทย แต่จะนิยมให้กระเบื้องหิน อ่อนปูทั้งหลังแสดงออกไปทางแข็งๆ ไม่อ่อนช้อยเย็นตาเหมือนการสร้างบ้านในเมืองไทยเรา
          ความแตกต่างกับเมืองไทยเห็นจะเป็นเส้นทางเดินทางระหว่างอำเภอในมณฑลกวางตุ้งจะ เป็นถนน 6 เลนมาตฐานตลอดสายเพียง แต่เกิดความชำรุดบ้างบางจุดสาเหตุจากการจรจรคับคั่ง การใช้ถนนของรถจักรยานยนต์ไม่ค่อยจะมีกฎระเบียบนอกจากคนขับจะไม่สวม หมวกนิรภัย(หมวกกัน น็อค)แล้วยังมีการบีบแตรเสียงดังสนั่นลั่น
          เมื่อถึงหมู่บ้านปั๊กซัว อ.โพยวเล้ง เป็นความแปลกหูแปลกตา บ้านเรือนก่อสร้างมีลักษณะ เหมือนศาลเจ้าเป็นกระต๊อบๆ เก่าคร่าคร่าปลูกเรียงติดกันแบ่งเป็นซอยๆและล็อกเล็กๆ ประ มาณ 500 หลังแม้จะดูเป็นระเบียบ แต่ยังรกหูรกตา ซึ่งบ่งบอกและ สะท้อนถึงชีวิตความเป็นอยู่ ของชาวบ้านว่ายังคงต้องต่อสู้ชีวิตกับความยากจนอยู่ต่อไป
          สภาพของบ้านก่อสร้างด้วยดิฐแดง เหมือนกล่องสี่เหลี่ยม ขนาดกว้าง 8 ม. ยาว 10 ม. ชาวบ้านเรียกว่า "บ้านขาสิงห์-ขาเสือ"” เนื่องจาก ด้านหน้าฝาบ้านทั้งซ้ายและขวายื่นออกมาประ มาณ1เมตร จากนั้นจะเป็นส่วนของประตูบ้าน ภายในบ้านจะแบ่งส่วนกลางเป็นห้องรับ แขก จากนั้น ทั้งด้านซ้ายและขวาจะจัดแบ่งเป็นห้องนอน ห้องครัว และห้องน้า
          โดยเฉพาะห้องส้วมบางแห่งยังสะท้อนให้เห็นถึงสภาพวิถีของการดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย ห้องส้วมจะก่อสร้างลักษณะง่ายๆ โดยการก่อกำแพงเจารูใต้กำแพง 2 ด้าน ข้างล่างขุดหลุมกว้าง ใหญ่ ด้านหนึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1ฟุตไว้ถ่ายหนักและเบา ขณะที่อีกด้านเป็นที่รวม ของอุจจาระปัสสวะ ซึ่งเปิดกว้างเพื่อสะดวกต่อการตักไปรดพืชผักของชาวบ้าน แต่ขณะนี้ชาวบ้าน มีการ พัฒนาด้านสุขภาพมากขึ้น ด้วยการสร้างส้วมไว้ในบ้านของตัวเอง
          ปัจจุบันในหมู่บ้านปั๊กซัวแห่งนี้มีชาวบ้านอาศัยอยู่ประมาณ 2,000คน ชาวบ้านที่อาศัยส่วนใหญ่ เป็นเด็กและผู้ใหญ่ที่มีอายุกว่า40 ปี ส่วนวัยรุ่นหนุ่มสาวไม่ค่อยปรากฎให้เห็น ซึ่งน่าจะออกจากบ้าน ไปศึกษาเล่าเรียนในเมือง วิถีชีวิตของชาวบ้าน ค่อนข้างจะอัตคัดขัดสนและยากจนเป็นส่วนมาก เนื่องจากชาวบ้านยังดำรงชีพด้วยการอาศัยทำเกษตรเป็นหลัก ซึ่งทางการจะมอบที่ดินให้คนละประ มาณครึ่งไร่ ไว้สำหรับทำนา ปลูกข้าวและพืชผักสวนครัว เมื่อเหลือกินเหลือใช้แล้ว ก็นำไปขายซึ่ง ถือว่าส่วนนี้จะเป็นรายได้ของแต่ละครอบครัวไป ครอบครัวไหนขยันจะมีเงินเหลือบ้างแต่หากขี้ เกียจก็จะประสบความ เดือดร้อนต่อไป ดังนั้นชาวบ้านทุกครอบครัวจึงมีความขยันขันแข็ง
          ชาวบ้านปั๊กซัวเล่าให้ฟังว่าพ่อบ้านจะต้องออกจากบ้านไปทำนาทำสวน ตอนเช้าทุกวัน บางคนมีที่ดินทำกินตั้งอยู่ห่างจากบ้านมาก จึงต้องตื่นแต่หัวรุ่ง หรือชาวบ้านบางคนไปรับจ้าง ส่วน แม่บ้านจะอยู่บ้านส่วนใหญ่จะรับจ้างเย็บเสื้อผ้าโหลเพื่อให้มีรายได้มาจุน เจือครอบครัว หลังหมู่ บ้านจะมีภูเขาเป็นป่าต้นน้าซึ่งทางการสร้างเป็นอ่างเก็บน้าไว้ให้ชาวบ้านทำการเกษตร อีกทั้งยัง เป็นที่ตั่งของสุสานบรรพบุรุษตระกูล "แซ่โค้ว"”อีกด้วย ปัจจุบันเมื่อใครล้มตายจะใช้วิธีเผาเหมือน บ้านเรา จากนั้นจะนำกระดูกไปฝังภายในสุสาน
          ตามคำบอกเล่าชาวบ้านปั๊กซัวแห่งนี้ในอดีตอพยพออกจากหมู่บ้านประมาณ 1,000คน รุ่น แรกมีการอพยพหลังสงครามโลก ครั้งที่ 1 ด้วยการเดินเท้าไปขึ้นเรือบริเวณเกาะหม่าจู่ เมืองซัว เถา หลังจากนั้นนั่งเรือข้ามน้าข้ามทะเลรอนแรมเป็นเวลา 7 วัน 7 คืน จึงจะถึงประเทศไทย จนถึงบัดนี้เกาะหม่าจู่แห่งนี้ได้รับการพัฒนาเป็นเกาะในเศรษฐกิจพิเศษของเมืองซัวเถา ที่เจริญ อย่างมากและเป็นที่ประดิษฐานของหม่าจู่(เจ้าแม่ทับทิม) ที่ประชาชนชาวจีนให้ความเคารพสักการะ
          การเดินทางมาของชาวบ้านตระกูล "แซ่โค้ว"”เทศบาลตำบลทุ่งยาว อ.ปะเหลียนสู่บ้านปั๊ก ซัว อ.โพยวเล้ง มณฑลกวางตุ้ง ในครั้งนี้ถือเป็นการเดินทาง เพื่อตามหาร่อยรอยบรรพบุรุษ ของตระกูลเพื่อสานต่อสายสัมพันธ์แห่งความรักความเอื้ออาทรที่ดีต่อกันแล้วยังเป็นเชื่อมต่อด้านการ ท่องเที่ยวการค้าการลงทุนของจังหวัดอันสอดรับกับยุทธศาสตร์การพัฒนารจังหวัดตรังมุ่งสู่สากล (CEO Trang To The World) ต่อไปในอนาคตอีกด้วย
          สำหรับท่านที่สนใจและต้องการท่องเที่ยวยังสาธารณรัฐประชาชนจีน สอบถามข้อมูลได้ที่ บริษัทเวิลด์เอ็กซเปรส จำกัด โทรศัพท์ 0-2521-2690-1 ซึ่งทริปส์ต่อไปจะเป็นการท่องเที่ยว มรดกโลก"จิ่วจ้ายโกว-หวงหลง" มณฑลเสฉวน ซึ่งท่านจะได้ รับกลิ่นอายธรรมชาติ และซึมซาบวัฒนธรรมชาวจีนที่ทั่วโลกต่างหลงใหลกันมาแล้ว
บันทึกการเข้า
tosnatoa
วัยซ่า
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 11 พฤศจิกายน 2010 »

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆครับ
บันทึกการเข้า

[
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: