หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: สัมผัสเมืองสถาปัตย์ 'ปูเน่' หนึ่งเสน่ห์แดนภารตะ  (อ่าน 1205 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
talek
พี่ซ่า
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 266


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 05 พฤศจิกายน 2008 »


คอลัมน์ เดลินิวส์วาไรตี้ พาเที่ยวต่างแดน : สัมผัสเมืองสถาปัตย์ 'ปูเน่' หนึ่งเสน่ห์แดนภารตะ
Source - เดลินิวส์ (Th)

          เมื่อพูดถึงเมืองต่าง ๆ ของประเทศอินเดีย   “ดินแดนชมพูทวีป” หลาย ๆ คนคงจะนึกถึงนิวเดลี เมืองหลวง มุมไบเมืองท่าที่สำคัญของอินเดียฝั่งตะวันตก หรือจะเป็นเมืองเจนไน และบังคาลอร์ ที่เป็นเมืองแห่งอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของดินแดนภารตะ
          แต่หากจะเอ่ยถึงเมือง “ปูเน่” คนไทยทั่วไปอาจจะยังไม่รู้จักกันมากนัก แต่ถ้าเป็นนักเรียน หรือนักศึกษาแล้ว คงไม่มีใครไม่รู้จักเมืองศูนย์กลางทางการศึกษาของประเทศอินเดียแห่งนี้ ที่มีบางคนขนานนามให้เป็น “ออกซฟอร์ดแห่งอินเดีย” เนื่องจากเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง
          ปูเน่ ถือเป็นเมืองเก่าแก่ และมีเรื่องราวสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของอินเดีย เมืองนี้อยู่ในรัฐมหาราษฏระ (Maharashtra) ห่างจากเมืองมุมไบ ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 160 กิโลเมตร แต่ต้องใช้เวลาในการเดินทางโดยรถยนต์ถึง 3-4 ชั่วโมง เนื่องจากถนนหนทางยังไม่ค่อยดี และถนนบางช่วงต้องวิ่งผ่านภูเขา รถยนต์จึงไม่สามารถใช้ความเร็วได้มาก สภาพภูมิทัศน์ของเมืองตั้งอยู่บนเนินเขาซึ่งล้อมรอบไปด้วยภูเขามากมาย สภาพอากาศจึงเย็นสบายสม่ำเสมอตลอดทั้งปี มีอุณหภูมิระหว่าง 18-35 องศาเซลเซียส
          แม้สภาพเมืองจะรายล้อมไปด้วยภูเขา แต่เมื่อเข้ามาในเมืองแล้ว สภาพความเป็นชนบทที่ได้เห็นระหว่างเส้นทางจากมุมไบถึงปูเน่ ได้ถูกกลืนหายไป และถูกแทนที่ด้วยสภาพบ้านเรือน และบางพื้นที่ก็เป็นชุมชนแออัดที่มีคนอยู่อาศัยกันอย่างหนาแน่น
          การดำเนินชีวิตของผู้คนที่นี่ไม่แตกต่างจากเมืองอื่น ๆ เท่าไร เราสามารถพบเห็นการจราจรที่ติดขัด รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ขับเบียดแย่งกันไป บีบแตรเสียงดังตลอดเวลา แยกไฟแดงแม้จะมีสัญญาณไฟแต่ก็ต้องมีจราจรคอยโบกให้สัญญาณ ด้านถนนหนทางยังไม่ค่อยดี บางช่วงเป็นถนนคอนกรีต บางช่วงเป็นอิฐตัวหนอน สภาพทรุดโทรม หรือแม้แต่เป็นดินลูกรัง เป็นหลุมเป็นบ่อ และยังสามารถพบเห็นการก่อสร้างซ่อมแซมถนนได้เกือบทั่วเมือง นอกจากนี้สิ่งที่สามารถพบเห็นได้อีกอย่างก็คือ รูปปั้นพระพิฆเนศ ซึ่งถือเป็นเทพเจ้าที่ชาวอินเดียนับถือบูชา ที่มีวางขายอยู่เกือบทุกที่ในเมือง
          อย่างไรก็ตามท่ามกลางความวุ่นวายในสภาพเมือง แต่ปูเน่ก็ยังแฝงไว้ด้วยความสวยงามด้านศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของผู้คน สถานที่หลาย ๆ แห่งถูกสร้างขึ้นด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมโบราณที่สวยงาม สามารถดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นที่ผ่านไป-มาได้อย่าง   มากมาย
          อากา ข่าน พาเลซ (Aga Khan Palace) เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองนี้ ตั้งอยู่บริเวณ Yerwada ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1892 สมัยของ Sultan Muhammad Shah Agakhan III ที่ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธา นาธิบดี พรรคสันนิบาตแห่งชาติในปี ค.ศ. 1938 ถือเป็นสถาปัตย กรรมแบบผสมระหว่างสไตล์อินเดีย อังกฤษ และมุสลิม
          จุดประสงค์ของการสร้างพระราชวังแห่งนี้ก็เพื่อจ้างคนยากจนที่อยู่ในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง ให้ได้มีงานทำ มีรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัว ต่อมาในปี ค.ศ. 1969 เจ้าชาย Karim EI Husseni Aga Khan IV ได้พระราชทานวังแห่งนี้ให้แก่รัฐบาลอินเดีย เพื่อเป็นเกียรติกับ ท่านมหาตมะ คานธี พระราชวัง Aga Khan Palace จึงเป็นที่รู้จักในฐานะเป็นอนุสรณ์สถานของท่านคานธี
          Aga Khan Palace นับเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพราะเป็นอนุสรณ์สถานในการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องอิสรภาพ โดยในปี ค.ศ. 1942 ท่านมหาตมะ คานธี และภรรยา คือ Kasturba รวมถึงผู้ช่วยของท่าน คือ Mahadevbhai ได้ถูกจองจำในสถานที่แห่งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 ส.ค. 1942-6 พ.ค. 1944 ซึ่งระหว่างที่ถูกคุมขัง ภรรยาและผู้ช่วยก็ได้เสียชีวิตลง ร่างของทั้งสองได้ถูกนำมาฝังไว้ใต้แท่นอนุสรณ์ ต่อมาในภายหลังที่มหาตมะ คานธี เสียชีวิตลง เถ้าถ่านของท่านก็ได้ถูกนำมาเก็บไว้ในบริเวณใกล้เคียงกัน
          ปัจจุบันพระราชวังแห่งนี้ได้ถูกพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ภายในจัดเป็นพิพิธภัณฑ์มีรูปถ่ายที่แสดงให้เห็นเหตุการณ์สำคัญ ๆ ในชีวิตของ มหาตมะ คานธี รวมถึงมีการจัดแสดงของใช้ส่วนตัว เช่น เสื้อผ้า หมวก รองเท้า ฯลฯ และพระราชวังนี้ยังใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพ ยนตร์ที่มีชื่อเสียงเรื่อง “Gandhi” ด้วย ซึ่งในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวกว่าแสนคนเดินทางมาเยี่ยมชม และแสดงความเคารพอนุสรณ์สถานแห่งนี้
          ชินยันชิ ชาตรี (Shin dyanchi Chhatri) ก็เป็นอีกสถานที่หนึ่ง ที่มีสถาปัตยกรรม  อันวิจิตรงดงาม ตั้งอยู่ในเขต Wanowrie ถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับนายทหารผู้ยิ่งใหญ่ที่ชื่อ Mahadji Shinde ที่เป็นแม่ทัพคนสำคัญของกษัตริย์ Peshwas จุดเด่นของโบราณสถานแห่งนี้ คือ ความงามของสถาปัตยกรรมในสไตล์ Rajasthan ซึ่งแม้กาลเวลาจะผ่านมานานเท่าไร ก็ไม่ได้ทำให้ความงดงามลดน้อยลง
          นอกจากสถานที่ทั้งสองแล้ว ป้อมปราการชานิวาร์ วาดา (Shaniwar Wada) ที่ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ ก็เป็นสถานที่สำคัญอีกแห่งของเมืองปูเน่ ป้อมปราการแห่งนี้สร้างโดย Peshwa Baji Rao ใช้เวลาก่อสร้าง 2 ปี ในระหว่างปี ค.ศ. 1729-1730 ภายในป้อมปราการแห่งนี้ประกอบด้วย น้ำพุ สนามหญ้า ห้องประชุมและที่พัก ต่อมาในปี ค.ศ. 1827 ได้เกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ยาวนานถึง 15 วัน เปลวเพลิงได้เผาทำลายเมือง และสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ จนหมด เหลือเพียงป้อมปราการแห่งนี้ ที่ยืนหยัดสู้เปลวไฟด้วยความแข็งแกร่ง ในปัจจุบันหากเป็นช่วงเวลาเย็น ๆ เราจะเห็นชาวอินเดียในเมืองปูเน่เข้ามานั่งพักผ่อนรับลมเย็น ๆ ในป้อมปราการแห่งนี้จำนวนมาก
          จุดที่น่าสนใจอีกแห่งก็คือ พาร์วาติ ฮิลล์ แอนด์ เทมเปิล (Parvati Hill and Temple) ตั้งอยู่ห่างจาก Swargate 1 กิโลเมตร และอยู่บนเนินเขาสูงจากระดับน้ำทะเล 2,100 ฟุต สามารถมองลงมาเห็นวิวของเมืองด้านล่าง ถือเป็นโบราณสถานที่มีความเก่าแก่ในเมืองปูเน่ วัดทั้งหมดถูกสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่องค์เทพของฮินดู อาทิ พระวิษณุ พระพิฆเนศ ฯลฯ นอกจากนี้บน Parvati Hill ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่แสดงภาพวาด อาวุธ เหรียญ และหนังสือ ของเหล่านักรบราชวงศ์ Peshwa
          อย่างไรก็ตามในเมืองปูเน่ ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจที่คนชอบศิลปะและของโบราณไม่ควรพลาด นั่นก็คือ พิพิธภัณฑ์ ราจา ดินการ์ เคลคาร์ (Raja Dinkar Kelkar Museum) ตั้งอยู่ที่ถนน Bajirao พิพิธภัณฑ์นี้ก่อตั้งโดยนาย Dinkar G. Kelkar ภายในเต็มไปด้วยของสะสม ที่ใช้เวลาในการหาและเก็บรวบรวมกว่า 40 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1920-1960 มีวัตถุสิ่งของกว่า 23,000 ชิ้น ส่วนใหญ่จะเป็นของเก่า แปลกและหายากในอินเดีย ทั้งรูปปั้น ประติมากรรมของเทพเจ้าที่ ชาวอินเดียบูชา ไม้แกะสลัก เครื่องครัว ของใช้ เครื่องแต่งกายและเครื่องดนตรี ฯลฯ และของสะสม  ทั้งหมด นาย Dinkar ได้มอบให้กับกองโบราณคดีของรัฐตั้งแต่ ค.ศ. 1962 ปัจจุบันของเหล่านี้ไม่สามารถประเมินมูลค่าเป็นตัวเงินได้
          ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมืองปูเน่ ที่มีเสน่ห์ในตัวเองและรอให้นักท่องเที่ยวที่สนใจได้แวะผ่านไปซึมซับวัฒนธรรมและอารยธรรมโบราณที่คงความเก่าแก่และสวยงามของอินเดีย แม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าไรแล้วก็ตาม
บันทึกการเข้า
tosnatoa
วัยซ่า
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 11 พฤศจิกายน 2010 »

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆครับ
บันทึกการเข้า

[
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: