หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: "ปรัมบานัน" มหัศจรรย์วิหารฮินดู  (อ่าน 1426 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
talek
พี่ซ่า
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 266


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 05 พฤศจิกายน 2008 »


คอลัมน์: เที่ยวต่างแดน: "ปรัมบานัน" มหัศจรรย์วิหารฮินดู
Source - ผู้จัดการรายวัน (Th)

          เมือง "ยอกยาการ์ตา" (ยอกยา) ประเทศอินโดนีเซีย ได้ชื่อว่าเป็น "อู่วัฒนธรรมชวา" เพราะเป็นศูนย์กลางทางศิลปวัฒนธรรมสำคัญของชวา นักท่องเที่ยวที่ไปเยือนเมืองนี้ สามารถสัมผัสกับศิลปวัฒนธรรมอินโดนีเซียทั้งเก่าใหม่ได้ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น สิ่งก่อสร้างบ้านเรือน วัฒนธรรมการทำบาติกหรือผ้าปาเต๊ะ การแสดงปี่พาทย์ชวา การแสดงนาฏศิลป์ชวาเรื่องรามายณะและมหาภารตะ
          ด้านคนไทยผู้มีวัฒนธรรมชอปปิ้งติดอันดันต้นๆ ของโลกนั้น หากไปเยือนยอกยา ถ้าอยากจะชอปปิ้งต้องไปนี่เลย "ถนนมาลิโอโบโร" (Malioboro) ถนนสายนี้เป็นย่านธุรกิจหลักและแหล่งจับจ่ายขึ้นชื่อแห่งยอกยามีสินค้ามากหลายรสพัดสารพันให้เลือกชอปกัน
          จากมาลิโอโบโรถ้าตรงไปผ่านถนน Jend A Yani ก็จะเป็นที่ตั้งของ Kraton ซึ่งเป็นจุดหมายแรกของการเที่ยวเช้าวันสุดท้ายในทริปตะลุยอินโดนีเซียครั้งนี้
          สีสีนยอกยา
          Kraton หรือพระราชวังสุลต่านเมืองยอกยา เป็นที่ของสุลต่านฮาเม็งกู บูวอนอ (Hamengku Buwono) ที่ 1-10 เปิดให้เข้าชมบางจุด โดดเด่นไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบชวา ภายในมีสิ่งที่น่าสนใจอย่างพิพิธภัณฑ์ โถงแสดงดนตรีที่นับรวมอายุนักดนตรีทั้ววงแล้วน่าจะเกินพันปีขึ้นไป ส่วนจัดแสดงเรื่องราวของสุลต่านแต่ละองค์ รวมถึงการแต่งกายของผู้ดูแลวังที่แม้แต่ละคนจะเข้าสู่วัยอาวุโสแต่ว่าก็ดูน่าเสื่อมใสอยู่ในที โดยเฉพาะเหล่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายชายที่ดูเท่มากด้วยชุดลวดลายเป็นเอกลักษณ์และกริชเล่มงาที่เหน็บไว้ด้านหลัง
          จาก Kraton คณะเราไปต่อยัง ตามันซารี (Taman Sari) ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 1 กม. สถานที่แห่งนี้โดนเด่นด้วยสถาปัตยกรรมยุโรปผสมชวา สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1758 โดยสุลต่านฮาเม็งกู บูวอนอที่ 1 เพื่อเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและสวนหย่อมสำหรับครอบครัวสุลต่าน ภายในสิ่งก่อสร้างน่าสนใจอย่าง ทะเลสาบจำลอง หอทำสมาธิ สระนอกสำหรับพระสนม สระในสำหรับพระสนมที่คัดสรรเป็นพิเศษ
          หลังชมตามันซารี เป็นที่เพลิดแล้ว คุณไกด์พาเราไปเดินสัมผัสบรรยากาศของโบสถ์ใต้ดิน ก่อนโผล่ขึ้นบนดิน (อีกครั้ง) ออกไปชมสีสันตลาดนกที่ชาวบ้านนำนกสารพันมาซื้อขายกัน มีทั้งนกสำหรับกิน นกสวยงาม นกเลี้ยงเสียงเพราะ รวมถึงกรงและอาหารนกอีกเพียบนับเป็นสีสันแห่งวันในช่วงเช้าของเมืองยอกยาที่ดูแล้วเพลินตาไม่น้อย
          อลังการ ปรัมบานัน
          ช่วงบ่ายกับโปรแกรมสุดท้ายก่อนร่ำลาอินโดนีเซียคณะเราไปเที่ยวปิดท้ายแบบไว้ลายยอกยาด้วยความน่าตื่นตาตื่นใจกันที่ วิหารปรัมบานัน (Prambanan) หรือวัดปรัมบานัน หรือจันทปรัมบานัน (Candi : ปราสาทหรือเทวาลัย) ที่ความสำคัญและความยิ่งใหญ่ที่ดูน่าอัศจรรย์ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ามหาเจดีย์บุโรพุทโธ
          ปรัมบานัน ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านปรัมบานัน เป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยชวาภาคกลาง ราว ค.ศ.ที่ 10 โดยพระเจ้าบาลีตุง แต่จากหนังสือประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ ดี จี ฮอลล์ กล่าวว่า ผู้สร้างปรัมบานันน่าจะเป็นพระเจ้าทักษากษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งสมัยชวาภาคกลาง ส่วนสาเหตุที่สร้างนั้นสันนิษฐานว่า สิ่งก่อสร้างทั้งหมดในเทวาลัยแห่งนี้น่าจะสร้างขึ้นเพื่อเป็นสุสานบรรจุพระศพของกษัตริย์และสมาชิกในพระราชวงศ์
          ทว่าหลังจากอีกไม่นานปรับมานันก็ถูกละทิ้งและเสื่อมลงในเวลาต่อมา จนมาในยุคปัจจุบันปรัมบานันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกใน ปี ค.ศ.1991
          ปี ค.ศ.2006 เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่บนเกาะชวาสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้แก่ปรัมบานันอาคารหลายแห่งโดยเฉพาะเทวาลัยขนาดเล็กที่อยู่รายรอบนั้นพังทลายเสียหายหนักจนต้องปิดซ่อมแซมไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชม แต่ว่าปัจจุบันปรัมบานันเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้อีกครั้ง
          ปรัมบานันมีชื่อเรียกขาน (ภาษาถิ่น) อีกอย่างหนึ่งว่า "โลโรจงกรัง" มีที่มาจากตำนานพื้นบ้าน ที่ว่ากันว่าโลโรกรังเป็นเจ้าหญิงแสนงาม (โลโรจงกรังภาษาถิ่นหมายถึงสาวร่างอรชร) จึงมียักษ์มาขอแต่งงานเจ้าหญิงไม่กล้าปฏิเสธ แต่ทรงขอให้ยักษ์สร้างจันทิให้ได้ 1 พันหลังถึงจะแต่งงานด้วย ยักษ์จึงใช้เวทมนตร์สร้างจันทิจนเกือบจะเสร็จสิ้น ส่วนเจ้าหญิงก็ใช้เวทมนตร์ทำลายจันทิเหล่านั้นเพราะไม่ต้องการแต่งงานด้วย ทำให้ยักษ์โกรธจึงสาปเจ้าหญิงให้กลายเป็นหินแล้วนำรูปมาทำประติมากรรมประดิษฐานอยู่ในปรัมบานันแห่งนี้ ซึ่งชาวบ้านเรียกขานกันว่า "รูปโลโรจงกรัง"
          สำหรับความยิ่งใหญ่ของจันทิปรัมบานันนั้นแรกที่ประสบพบเจอก็ทำเอาผมถึงกับอึ้ง ตะลึงงันแล้ว เพราะมันช่างดูอลงการดีแท้ แม้เหล่าจันทิเล็กๆ รอบนอกจันทิหลักที่สร้างเรียงเป็น 4 แถวจำนวน 224 หลังส่วนใหญ่จะถูกฤทธิ์เดชของแผ่นดินไหวทำพังทลายเหลือแต่ซากแต่ว่าก็ยังทิ้งร่องรอยความยิ่งใหญ่ไว้ให้เห็น ยิ่งถ้าทางยูเนสโกบูรณะพลิกฟื้นซากจันทิเหล่านั้นขึ้นมาเป็นรูปร่างได้อีกครั้ง รับรองว่าจะยิ่งเพิ่มความยิ่งใหญ่อลังการของปรัมบานันให้ขึ้นชั้นสู่ตำแหน่งความอลังการเลยทีเดียว
          ถัดจากจันทิเล็กเข้าไปก็เป็นเขตจันทิหลักที่มีกำแพงสี่เหลี่ยมมีประตูทางเข้าทั้ง 4 ทิศ ล้อมรอบ ภายในกำแพงโดดเด่นไปด้วยจันทิขนาดใหญ่ 3 หลัง ที่ล้วนหันหน้าไปทางทิศตะวันออก เชื่อกันว่า จันทิองค์กลางที่ใหญ่ที่สุดเด่นที่สุดาและสูงที่สุดถึง 47 เมตรน้นสร้างถวายแด่ พระอิศวร มีห้องกลางประดิษฐานรูปพระอิศวร และห้องเล็กๆ ประดิษฐานรูปพระคเนศวรทางทิศตะวันตกประดิษฐานรูปพระอิศวรปางมหาโยคีทางห้องทิศใต้ประดิษฐานรูปนางทุรคาในห้องทิศเหนือ ซึ่งคนพื้นถิ่นเชื่อว่านี่น่าจะเป็นรูปโลโรจงกรัง สวนจันทิฝั่งทิศเหนือสร้างแด่พระนารายร์ และฝั่งทิศใต้สร้างแด่พระพรหม
          ในขณะที่ฝั่งตรงข้ามจันทิพระอิศวรเป็นจันทิขนาดย่อม สันนิษฐานว่าเป็นจันทิพาหนะทรงของเทพทั้ง 3 คือโคนนที(พระศิว) หงส์(พระพรหม) และครุฑ (พระนารายณ์) แต่ปัจจุบันเหลือเพียงโคนนทีเท่านั้น
          อนึ่งเหล่าจันทิหลักในเขตกำแพงนั้นจะมีรูปทรงคล้ายกัน มีเจดีย์ทรงกลีบมะเฟืองอิทธิพลศิลปะอินเดียเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญ จันทิบางหลังสามารถขึ้นไปชมภายในและภาพสลักรอบข้างได้ แต่บางหลังก็ขึ้นไม่ได้เพราะอยู่ช่วงการบูรณะ แต่ก็สามารถเดินชมลวดลายสลักต่างๆ จำนวนมาก ได้โดยรอบ ซึ่งลวดลายส่วนใหญ่จะสลักเป็นเรื่องราวรามายณะ วิถีพื้นบ้าน เทพ เทพี โยคี ฤาษี และสัตว์ในเทพนิยายของฮินดู
          นอกจากนี้ก็ยังมีลวดลายที่เป็นแบบฉบับของ ปรัมบานันโดยเฉพาะ อาทิ ซุ้มรูปสิงห์ที่มีต้นกัลปพฤกษ์อยู่ทั้ง 2 ข้าง และมีรูปกินนรนั่งอยู่ 2 ข้างของต้นกัลปพฤกษ์แต่ละต้น รูปต้นกัลปพฤกษ์มีนกอยู่ 2 ข้างรูปยักษ์จมูกโตหน้าคล้ายคน รูปหน้ากาลหัวมังกร เป็นต้น
          สำหรับผมแล้วการได้ชมปรัมบานันปิดท้ายการเที่ยวอินโดทริปนี้นั้นถือเป็นความตื่นตาอย่างยิ่งวด ซึ่งนี่ถือเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างอันน่าอัศจรรย์ที่แสดงให้เห็นถึงพลังารสร้างสรรค์และพลังแห่งศรัทธาของมนุษยชาติ แต่ถึงกระนั้นผลงานอันน่าอัสจรรย์ใจของมนุษย์อย่างปรัมบานันก็ยังต้องแพ้พ่ายต่อแผ่นดินไหวจนเป็นเหตุให้จันทิแห่งนี้พังทลายเสียหายเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากลองมองอย่างพินิจพิเคราะห์ก็จะพบว่า
          แม้มนุษย์จะมีความสามารถที่น่ามหัศจรรย์แค่ไหน แต่สุดท้ายธรรมชาติก็ยังคงน่าอัศจรรย์และยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์อยู่ดี
          เดียงพลาโตและบุโรพุทโธ ตั้งอยู่ในเมืองยอกยาการ์ตาประเทศอินโดนีเซีย ใช้เวลาเดินทางจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งราว 2 ชม ครึ่ง ซึ่งผู้สนใจเที่ยวยอกยาการ์ตาในเส้นทางนี้ พร้อมสิ่งน่าสนใจอื่นๆ และเที่ยวชมภูเขาไฟโบรโม่ในเมืองสุราบายา สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ บริษัท "ทรอปิคอล สตาร์ ทราเวล" โทร.0-2513-4913, 0-2513-4996 ต่อ 108,0088-1876 และสามารถสอบถามเที่ยวบินจากเมืองไทยสู่อินโดนีเซียและเที่ยวบินในประเทศอินโดได้ที่สายการบินการูด้า โทร. 0-2285-6470-3
บันทึกการเข้า
tosnatoa
วัยซ่า
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 11 พฤศจิกายน 2010 »

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆครับ
บันทึกการเข้า

[
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: