หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: "เดียง-บุโรพุทโธ" 2 แดนชวนอัศจรรย์  (อ่าน 1077 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
talek
พี่ซ่า
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 266


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 05 พฤศจิกายน 2008 »


คอลัมน์: เที่ยวต่างแดน: "เดียง-บุโรพุทโธ" 2 แดนชวนอัศจรรย์
Source - ผู้จัดการรายวัน (Th)

          บ่อยครั้งของการเดินทางที่บางครั้งโชคดี บางทีโชคร้าย
          ครั้งนี้ก็เช่นกัน ผมรู้สึกว่าตัวเองค่อนข้างโชคดีเล็กน้อยถึงปานกลาง เพราะบนเส้นทางสู่ "เดียงพลาโต" (Dieng Plateau) ระหว่างต้นๆ ทาง ณ หมู่บ้านรานังซารี (Ranoung Sari) ผมมีโอกาสได้สัมผัสกับตลาดนัดพื้นบ้านแบบอินโดที่เขายังคงใช้วิธีนัดขายของกันแบบพื้นถิ่นดั้งเดิม คือนัดขายกันทุกๆ 5 วัน ตามปฏิทินชวา (1 เดือน มี 35 วัน)
          ตลาดนัดที่นี่ยังคงอบอวลไปด้วยบรรยากาศการซื้อขายแบบดั้งเดิม ส่วนใหญ่วางขายแบบแบกะดิน มีทั้งของกิน ของใช้ ผัก ผลไม้ มะพร้าว กล้วย และพืชผลทางเกษตรอื่นๆ รวมถึงตลาดซื้อขายสัตว์ที่มี แพะ แกะ เปิด ไก่ เป็นตัวชูโรง แต่ที่ผมตื่นตาตื่นใจมากเป็นพิเศษก็เห็นจะเป็นพ่อค้าขายงูที่มีทั้งซากงู (ลอกครบ) แห้งๆ และงูตัวเป็นๆ ที่เลื้อยชูคอไหวๆ
          คุณไกด์ของเราบอกว่าคนแถวนี้นิยมซื้องูไปดองยาแหม...เหมือนบ้านเราเลยแฮะ เพียงแต่ว่าบ้านเรานับวันยิ่งมางูยิ่งหายากขึ้นทุกที เพราะผืนป่าลดน้อยลงทุกที
          "เดียงพลาโต" กสิกรรมเหนือเมฆ
          จากตลาดนัดหมู่บ้านรานัง ซารี รถแล่นไต่ระดับความสูงผ่านเมืองโวโนโซโบ (Wonosobo) มุ่งหน้าสู่เดียงพลาโต ดินแดนแห่งขุนเขาที่อยู่ไกลจากตัวเมืองยอกยากาตา (Yogyakata) ไปทางเหนือราวๆ 135 กม.
          เดียงพลาโต หรือ "ที่ราบสูงเดียง" ถือเป็นดินแดนอู่ข้าวอู่น้ำสำคัยของอินโดนีเซีย เป็นเทือกเขาอันสงบงามอยู่บนระดับความสูง 2.093 เมตร จากระดับน้ำทะเล มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี
          ด้วยอากาศและภูมิประเทศที่เอื้ออำนวย ชาวบ้านบนนี้จึงเลือกทำการเกษตรบนที่สูง ซึ่งภาพการทำกสิกรรมที่นี่ ผมบอกได้คำเดียวว่าน่าทึ่งและน่าอัศจรรย์สุดๆ เพระเป็นการเพาะปลูกบนที่สูงที่ใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่าทุกอณุตารางเมตรไล่ตั้งแต่ไหล่เขาไปจนถึงยอดเขาแถมยังไม่ได้ปลูกพืชเชิงเดี่ยวหากแต่เป็นการปลูกพืชผักขนาดเล็กผสมผสานทั้ง ชา มันฝรั่ง ยาสูบ ผักกาด พริกหยวก หอม กะหล่ำ มะเขือเทศ ฯลฯ
          เรียกว่าภูเขาทั้งลูกชาวบ้านเขาสามารถเพาะปลูกได้หมด แถมปลูกอย่างมีศิลปะเป็นเชิงชั้นขั้นบันไดไต่ระดับเป็นระเบียบสวยงาม ดูเข้ากันกับบ้านเรือนที่ปลูกสร้างอย่างเรียบง่าย แต่ก็แฝงไว้ด้วยความมีเสน่ห์อยู่ในที
          ก่อนถึงจุดไฮไลต์ คณะเราแวะถ่ายรูปวิวทิวทัศน์ ณ จุดชมวิวท่ามกลางอากาศหนาวเย็น ซึ่งหากใครมาในช่วงบ่ายสายหมอกหนาจะเข้าปกคลุมกลืนกินเดียงพลาโตจนไม่สามารถมองเห็นทัศนียภาพได้ชัดเจน
          บริเวณนี้เมื่อมองลงไปจะเห็นแปลงเกษตรขั้นบันไดเส้นสายลายถนน และหมู่บ้านบนหุบเขาตั้งโดดเด่นเหนือม่านเมฆที่ลอยอ้อยอิ่ง และสายหมอกขาวโพลนที่ลอยปกคลุมหมู่บ้านจางๆ ดูแล้วช่าวชวนพิศเพริศแพร้วกระไรปานนั้น
          จันทิอรชุน...ปราสาทมหาภารตะ
          จากทิวทัศน์ชวนพิศเพลินใจ เราเดินทางไต่ระดับขึ้นไปเพริศแพร้วกันต่อกับโบราณปราสาทหิน "จันที" (Candi) แห่งที่ราบสูงเดียงที่สร้างกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณกว่า 200 แห่ง ซึ่งในอดีตเดียงพลาโต ถือเป็น "เมืองแห่งพระเจ้า" (City of God) แหล่งอารยธรรมฮินดูรุ่นแรกๆ ในเกาะชวา (ที่รับต่อมาจากอินเดียอีกที)
          เมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ 7 - 12 เทวสถานมากมายถูกสร้างขึ้นที่เดียงฯ โดยเฉพาะในรัชสมัยของพระเจ้าสัญชัยแห่งราชวงศ์มาตารัม (ค.ศ.732-778) นั้นได้มีการสร้างกลุ่ม "จันทิอรชุน" ขึ้นมา เพื่อบูชาแด่ท่านอรชุนเจ้าชายวรบุรุษของฝ่ายปาณฑพในมหาภารตยุทธ์
          จันทิอรชุน เป็นกลุ่มปราสาทหินเล็กๆ 5 หลังประกอบด้วย จันทิอรชุน จันทิเสมาร์ จันทิศรีกัณฑิ จันทิปินตาเทวา และจันทเสมบัดรา จันทิกลุ่มนี้ ถือเป็นไฮไลต์ทางการท่องเที่ยวแห่งที่ราบสูงเดียงฯ ซึ่งก่อนถึงทางเข้าจะมีเสียงดนตรีจากนักดนตรีเปิดหมวกมาบรรเลงขับกล่อม ที่มือกลางวงนี้เขาสามารถประยุกต์ท่อมาทำเป็นกลองได้อย่างยอดเยี่ยม
          ผ่านพ้นจากแนวเสียงเพลงเข้ามาก็เป็นกลุ่มจันทิทั้ง 5 ซึ่งมีลักษณะเป็นปราสาทฮินดูโบราณสี่เหลี่ยมขนาดเล็กมีช่องทางเข้าฝั่งตะวันออกด้านเดียวที่เหลือปิดทึบทำเป็นซุ้มเทพเจ้า อาทิ ซุ้มพระพรหม พระนารายณ์ ส่วนตามทับหลังหน้าต่าง ประตู สลักเป็น "หน้ากาล" ดูอวบอ้วนซึ่งทางช่างผู้สร้างอาจต้องการสะท้อนให้เห็นว่าเดียงพลาโตนั้นเป็นแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ก็เป็นได้
          นอกจากจันทิอรชุนแล้ว ในเขตโบราณสถานเดียงฯ ยังมีกลุ่มจันทิต่างๆ อีก อาทิ จันทิภีมะ จันทิทวารวดี จันทิคโตตกัตซะ เป็นต้น ส่วนถ้าเดินเลยลึกจากจันทิอรชุนเข้าไปตามเส้นทางท่องเที่ยวก็จะพบกับ "พิพิธภัณฑ์เดนาห์" (Denah Museum) ที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน
          พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดแสดงเรื่องราวเดียงพลาโตและอารยธรรมฮินดู มีพวกรูปสลักหิน รูปปั้น หน้ากาก ข้าวของเครื่องใช้ ให้นักท่องเที่ยวชมกันพอสมควร
          จากพิพิธภัณฑ์ออกจากเขตจันทอรชุนมุ่งหน้าสู่บ่อโคลนเดือด (อุณหภูมิ 77 องศาเซลเซียส) ที่พ่นควันกำมะถันออกมาขาวคลุ้งฟุ้งกระจาย ซึ่งเจ้าโคลนเดือดนี่ชาวบ้านเขาจับมันส่งท่อแล้วนำไปผลิตเป็นกระแสไฟหล่อเลี้ยงคนได้ทั้งหมู่บ้านเลยทีเดียว
          ดูความร้อนจากบ่อโคลนแล้วไกด์พาเราสลับอารมณ์ไปชมทะเลสาบวาร์นา (Telega Warna) ที่ผืนน้ำมีสีเขียวคล้ายมรกต ก่อนร่ำลาเดียงพลาโตดินแดนเกษตรมหัศจรรย์สู่พื้นที่มหัศจรรย์อีกแห่งหนึ่งของยอกยากาตาในช่วงบ่ายของวันนั้น
          มุโรพุทโธ...เจดีย์มหัศยรรย์
          แม้อินโดนีเซียจะเป็นประเทศที่มีประชากรเกือบทั้งหมดนับถือศาสนาอิสลาม (มีมุสลิมมากที่สุดในโลก) แต่อินโดฯ กลับมีสุดยอดพุทธศาสนาสถานอย่าง "บุโรพุทโธ" (โบโรบูดูร์ (Borobudur) หรือบรมพุทธโธ) ตั้งอยู่ในเขต Magelan ที่อยู่ห่างจากเมืองยอกยากาตาไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 40 กม.
          นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในการเยือนบุโรพุทโธของผม แต่ว่าการมาเยือนที่นี่ทุกครั้งก็สร้างความน่าตื่นตาตื่นใจให้กับผมได้เสมอ สำหรับบุโรพุทโธนั้นถือเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์แห่งอินโด (น้องๆ 7 สิ่งมหัศจรรยของโลก) เป็นมหาเจดีย์สุดอลังการ สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นราว ค.ศ.778 ถึง 850 โดยกษัตริย์ราชวงศ์ไศเลนทร์ และได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ.1991
          บุโรพุทโธ เป็นงานสถาปัตยกรรมฮินดู - ชวา มีองค์เจดีย์เป็นทรงดอกบัวซึ่งสื่อถึงสัญลักษณ์แห่งพุทธศาสนามีแผนผังซึ่งเชื่อว่าน่าจะหมายถึงคติจักรวาลและอำนาจของพระพุทธเจ้า แบ่งเป็น 3 ชั้นหลัก เปรียบเหมือนชีวิตที่แบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ ชั้น 1 กามาธาตุ(กามธาตุ) หรือขั้นตอนที่มนุษย์ยังผูกพันกับความสุขทางโลก ชั้น 2 รูปธาตุ หรือขั้นที่มนุษย์หลุดพ้นจากกิเลสทางโลกเพียงยางส่วน และชั้น 3 อรูปธาตุ ที่เปรียบเทียบเสมือนการหลุดพ้นของมนุษย์ไม่ผูกพันใดๆ ในทางโลกอีกต่อไป
          อนึ่ง การถ่ายรูปบุโรพุทโธมุมกว้างแบบเต็มองค์ในช่วงบ่ายนั้น ควรไปถ่ายที่สนามหญ้าด้านหลังเพราะจะเป็นมุมตามแสง (ส่วนช่วงเข้าให้ถ่ายด้านหน้า)
          เมื่อได้ภาพเป็นที่พอใจแล้วผมจึงค่อยเดินชมสิ่งน่าสนใจต่างๆ ในบุโรพุทโธ ไล่จากชั้นแรกขึ้นไปซึ่งมีลวดลายประดับและภาพสลักหินนูนต่ำกว่า 160 ภาพ เช่น ภาพบาปบุญคุณโทษ ภาพกฎแห่งกรรม และภาพวิถีชีวิตชาวชวาให้ชมกัน
          จากนั้นเป็นชั้น 2 หรือชั้น รูปธาตุ ที่เปรียบเสมือนขั้นตอนการหลุดพ้นจากกิเลสในทางโลกของมนุษย์เพียงบางส่วน ที่ชั้นนี้มีภาพสลักสวยๆ งามๆ บนระเบียงให้ชมกันเพียบกว่า 1,400 ภาพ (ยาวทั้งหมดเกือบ 4 กม.) โดยส่วนใหญ่จะเป็นภาพพุทธประวัติต่างๆ
          ต่อจากนั้นก็เป็นชั้น 3 หรือชั้นอรูปธาตุ มีเจดีย์ประธาน (องค์ใหญ่) ประดิษฐานอยู่บนชั้นสูงสุดสื่อถึงแกนจักรวาลหรือการหลุดพ้นในระดับสูงสุด ส่วนรอบๆ ในชั้นลดหลั่นลงมาก็เรียงรายไปด้วยเจดีย์มากมาย แถมเป็นเจดีย์โปร่งที่มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ในนั้น ซึ่งคนที่นี่มีความเชื่อว่าหากสามารถเอื้อมมือไปสัมผัสกับพระพุทธรูปเจดีย์ได้ก็จะสมหวังดังที่ตั้งจิตอธิษฐานหรือถ้าใคร เจ็บไข้ได้ป่วยตรงส่วนไหนของร่างกาย ถ้าสัมผัสตรงส่วนนั้นก็จะทำให้หายเจ็บไข้
          สำหรับเรื่องนี้ใครจะเชื่อยังไง "ก็แล่วแต๊" แต่สิ่งหนึ่งที่สะท้อนออกมาให้ผมได้เห็นก็คือ แทบทุกชนชาติต่างก็มีความเชื่อในทำนองนี้ทั้งนั้น และเจ้าความเชื่อนี่แหละมันได้เป็นกระตุ้นให้มนุษย์สร้างสรรค์สิ่งมหัศจรรย์บนพื้นพิภพขึ้นมามากาย ซึ่งบุโรพุทธโธคือหนึ่งในนั้น...(อ่านเที่ยวอินโดนีเซียชมอีกหนึ่งสิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์ในตอนหน้า)
          เดียงพลาโตและบุโรพุทโธตั้งอยู่ในเมืองยอกยากาตาประเทศอินโดนีเซีย ใช้เวลาเดินทางจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งราว 2 ชม.ครึ่ง ซึ่งผู้สนใจเที่ยวยอกยากาตาในเส้นทางนี้พร้อมสิ่งน่าสนใจอื่นๆ และเที่ยวชมพูเขาไฟโบรโม่ในเมืองสุราบายา สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่
          บริษัท "ทรอปิคอล สตาร์ ทราเวล" โทร.0-2513-4913, 0-2513 - 4996 ต่อ 108, 08-0088-1876
          และสามารถสอบถามเที่ยวบินจากเมืองไทยสู่อินโดซีเซียและเที่ยวบินในประเทศอินโดนีเซียได้ที่สายการบินการูด้า
          โทร.0-2285-6470-3
บันทึกการเข้า
tosnatoa
วัยซ่า
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 11 พฤศจิกายน 2010 »

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆครับ
บันทึกการเข้า

[
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: