หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: โบรโม่ ภูเขาไฟ ทรงเสน่ห์  (อ่าน 966 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
talek
พี่ซ่า
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 266


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 05 พฤศจิกายน 2008 »


คอลัมน์: เที่ยวต่างแดน: โบรโม่ ภูเขาไฟ ทรงเสน่ห์
Source - ผู้จัดการรายวัน (Th)

          "อินโดนีเซีย" ประเทศนี้นอกจากจะมีเกาะเยอะที่สุดในโลกแล้ว อินโดฯยังเป็นประเทศที่มีภูเขาไฟเยอะที่สุดในโลกอีกด้วย แถมภูเขาไฟหลายลูกยังสวยงามปานเนรมิต ชนิดที่ใครได้เห็นต่างก็อดตะลึงพรึง!เพริดแพร้วไม่ได้
          ด้วยเหตุนี้เมื่อทางบริษัท "ทรอปิคอล สตาร์ทราเวล" จัดทริปตะลุยอินโดฯ เที่ยวปีนภูเขาไฟ(ลูกหนึ่งในอินโดฯ)พร้อมนำชมสิ่งน่าสนใจอื่นๆ ผมจึงไม่รีรอเลือกติดสอยร่วมทริปไปกับเขาด้วย
          จากเมืองไทยคณะเราเหินฟ้าสู่อินโดฯ ด้วยสายการบิน "การูด้า" สู่เมืองหลวง "กรุงจาร์การตา" ในเกาะชาวแล้วต่อเครื่องในประเทศ(สายการบินเดียวกัน)สู่เมือง "สุราบายา" เมืองท่าเรือสำคัญและเมืองใหญ่อันดับ 2 ของอินโดฯรองจากจาการ์ตา
          จากตัวเมืองสุราบายาเราเดินทางต่อ้ดวยรถตู้อีกราว 4 ชั่วโมงสู่หมู่บ้านเซอโมโรลาวัง(Cemoralawang)ในเขตสุกาปุระ(Sukapura)เมืองโพรโบลิงโก(Probolinggo)เพื่อลุ้นระทึกไปกับการปีนภูเขาไฟในดินแดนแถบนี้ โดยระหว่างการเดินทางนั้น ผมสดับรับรู้ได้ว่าวิถีการจราจรในอินโดนั้นสุดยอดจริงๆ บรรดาสารถีพวกเล่นขับรถกันแบบปรู๊ดปร๊าด แซงซ้าย แซงขวา บีบแตรปู๊นป๊านลั่นถนน ชนิดรถเมล์เล็กจอมซ่าบ้านเราต้องชิดซ้าย แต่ประทานโทษสำหรับที่นี่ พวกเขาชินเป็นปกติ ไม่มีน้ำโห ไม่แสดงอามรมณ์ขุ่นมัวให้เห็น ผิดกับบ้านเราที่หากขับรถกันแบบนี้ รับรองได้ว่ามีการฟาดปากกันเต็มท้องถนนแน่
          ผมนั่งชมวิวข้างทมง ลุ้นระทึกกับคนขับ พร้อมสดับรับฟังเสียงแตรที่รัวถี่ จนรูหูเริ่มชิน หนังตาเริ่มหย่อนจากนั้นก็ม่อยหลับไปพร้อมๆ กับเสียงแตรที่ขับกล่อมก่อนมารู้สึกตื่นอีกทีเมื่อรถแล่นเข้าสู่เมืองโพรโบลิงโกแล้วขับไล่ระดับความสูงไปบนถนนที่คดเคี้ยวขึ้นสู่เขตแดนสุกาปุระ
          อากาศบนนี้เย็นขึ้นมาจับจิตผิดกับในตัวเมืองลิบลับ ยิ่งบริเวณที่พักโรงแรม "ลาวา วิว ลอร์ด" นี่อากาศบนนี้ไม่เรียกว่าเย็นแล้ว แต่ต้องเรียกว่าหนาวเอาเรื่อง เพราะตั้งแต่อยู่บนความสูงกว่า 2ล000 เมตรจากระดับน้ำทะเล แถมยังอยู่บนยอดเขาโล่โจ้งที่มีลมโกรกต่อเนื่องอีกต่างหาก
          ถึงจะหนาวเหน็บแต่วิวบนนี้ก็สวยไม่หยอกฟากหนึ่งมองลงไปเห็นหมู่บ้านเบื้องล่าง อีกฟากหนึ่งมองลงไปเห็นวิวภูเขาไฟ 3 ลูก ตั้งตระหง่าน ซึ่งนั่นแหละคือดินแดนไฮไลต์ที่ผมจะได้ไปชมและสัมผัสกันอย่างใกล้ชิดในเช้ามืด(มากๆ)ของวันพร่งนี้ ส่วนคืนนี้ขอนอนพักกาย
          ตี 3 ครึ่ง ผมตื่นล้างหน้าล้างตา เพื่อออกไปรวมกับคณะที่โถงโรงแรม ก่อนออกเดินทางด้วยรถจิ๊ปทรงเท่ 6-8 คน บุกตะลุยฝ่าความมืดขึ้นเขาลงเขา และข้ามเขาไปยังจุดชมนวิวบนยอดเขา "พีนันจากัน" บนระดับความสูงราว 2,770 เมตร
          ระหว่างทางขอบฟ้าเริ่มเรื่อเรือง เห็นไฟรถจิ๊ปคันหน้าและคันหลังอยู่ลิบๆ ผมเข้าใจว่าน่าจะมีคนมาเที่ยวแบบเราพอประมาณ แต่ประทานโทษพอไปถึงบริเวณจุดชมวิว โอ้โห นอกจากรถติดเป็นแถวยาว ผู้คนยังขวักไขว่เพียบแปล้สารทิศทั่วโลก ทั้ง ฝรั้ง จีน ญีป่น แขก อินโดฯ ฯลฯ แต่ผมก็ใช้ความสามารถบวกหน้าตาที่เหมือนเจ้าถิ่น(คนอินโดฯ)แทรกตัวเข้าไปหาจุดเหมาะเหม็งตั้งกล้องเล็งทิวทัศน์เบื้องล่างได้อย่างถนัดนี่
          ครับ หลังเล่ามาตั้งนานผมยังไม่ได้เฉลยเลยว่าไอ้ที่แหกขี้ตาตื่นก่อนไก่โห่นั้นเขาพามาดูอะไร คำตอบก็คือพามาดูภูเขาไฟ 3 ลูก 3 สไตล์ ที่ผมจะขอสาธยายให้รับรู้กันในบัดเดี๋ยวนี้
          ลูกแรกคือ ภูเขาไฟบาตอก(Batok)เป็นภูเขาไฟดับแล้ว มีความสูง 2,440 เมตรจากระดับน้ำทะเล จุดชมวิวมองลงไปจะเห็นลูกแรกก่อนเพื่อนเป็นทรงชามคว่ำ
          ลูกที่สอง ภูเขาไฟโบรโม่(Bromo)จากจุดชมวิวจะเห็นอยู่ถัดมาจากภูเขาไฟบาตอกทางซ้ายมือ โบรโม่มีความสูง 3,382 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ยังเป็นภูเขาไฟมีชีวิตหรือภูเขาไฟเป็นๆ คือยังไม่ดับ มีควันขาวพวยพุ่งอยู่ตลอดเวลา
          ลูกที่สาม ภูเขาไฟซูเมรุ(Sumeru)มีความสูงถึง 3.676 เมตร นับว่าสูงที่สุดในเกาะชวา จากจุดชมวิวจะเห็นไกลสุด เป็นภูเขามีชีวิตและมีควันพวยพุ่งสีเทาแล้วเว้นหายสลับกันไปเป็นระยะๆ
          และนั่นก็คือคุณสมบัติเด่นๆ ของภูเขาไฟทั้ง 3 ซึ่งจะว่าไปแค่ภูเขาไฟลูกเดียวนี่ก็น่ามองแล้ว แต่นี่มีถึง 3 รอบข้างก็งดงามทั้งต้นไม้ ทุ่งหญ้า ขุนเขา ยิ่งผสมด้วยแสงแดดเรื่อเรืองยามเช้าและทะเลหมอกที่ไหลลอย้อยอิ่งตามเวิ้งเขา ผสมปนเติมเข้าไป ผมสรุปได้คำเดียวว่าภาพที่เห็นเบื้องหน้านั่นมันช่างงดงามปานเนรมิตเสียนี่กระไร
          ย่ำปากปล่องภูเขาไฟโบรโม่
          ฟ้าแจ้งจางปางได้พักใหญ่แล้ว
          ถึงเวลาที่เราต้องไปต่อ แต่ยังไม่ได้กลับไปไหนหากแต่เป็นการกลับลงไปเพื่อขึ้นสู่ปากปล่องภูเขาไฟโบรโม่ที่เห็นควันขาวพวยพุ่ง ฟุ้งกระจายอยู่ตลอดเวลาภูเขาไฟอีกที เคยระเบิดครั้งสุดท้ายในปี ค.ศ.2004 มีพื้นที่รอบข้างเป็นทะเลทรายสีดำ(สีคล้ำ)อันเกิดจากลาวาและเถ้าภูเขาไฟปกคลุม ซึ่งผมนั่งรถจิ๊ปตะลุย(แบบทิ้งฝุ่นข้างหลังคละคลุ้ง)กระเด็น กระดอน ไปตามถนน ทะเลทรายมุ่งสู่วัดฮินดูที่เห็นอยู่ลิบๆ เพื่อเข้าสู่กระบวนการเริ่มต้นขึ้นโบรโม่ ที่มี 2 ทางให้เลือกคือเดินเท้าขึ้นไปประมาณ 2 กม.แล้วเดินขึ้นบันไดต่อ หรือขี่ม้าแล้วไปเดินขึ้นบันไดต่อ
          งานนี้เลือกอย่างหลังเพราะได้ 2 อารมณ์และค่าขี้ม้า(ไป-กลับ)ไม่แพง ประมาณ 200 บาทไทย จึงไม่รีรอกระโดดขึ้นม้าให้เจ้าของเดินกึ่งวิ่งให้ม้าโขยกพาเราไปยังทางขึ้นโบรโม่ แล้วเดินขึ้นบันไดต่อไปอีก 250 ขั้น ที่เรียกเหงื่อให้ซึมได้ไม่น้อยเลย แต่วิวทิวทัศน์ระหว่างทางที่นี่ก็น่ายลไม่เบา เพราะด้านขวาของทางขึ้นเห็นภูเขาไฟบาตอกที่หญ้าขึ้นหร็อมแหร็มตั้งตระหง่านโดดเด่น
          จากนั้นอีกชั่วอึดใจก็มาถึงยังปากปล่องโบรโม่ ที่ด้านหนึ่งเป็นปล่องภูเขาไฟลึกหายลงไป มีควันไฟกลิ่นกำมะถันสีขาวพวยพุ่งคละคลุ้งตลอด
          เพื่อนบางคนในทริปบอกว่าเจ้าควันขาวนี่กลิ่นมันคล้ายๆ ไข่เยี่ยวม้า ส่วนบางคนก็บอกว่ากลิ่นมันตุๆ เหมือนกลิ่นผายลมแฮะ
          ป๊าดดด..โธ่ เข้าใจคิดกันจัง แต่ไม่ว่าจะกลิ่นคล้ายอะไร ยังไงมันก็ไม่เหม็นเท่ากลิ่นควันจากท่อไอเสียที่พวกคนเมืองสูดดมกันอยู่บ่อยๆ
          บนปากปล่องโบรโม่มีทางเดินให้เลียบเคียงเดินเลาะชมบรรยากาศไปเรื่อยๆ ซึ่งแม้เจ้ากลิ่นกำมะถันจะไม่เป็นมิตร แต่ว่านานๆ จะได้มีโอกาสสัมผัสกับภูเขาไฟอย่างใกล้ชิดแบบจับต้องได้อย่างนี้ผมจึงใช้เวลาซึมซับความรู้สึกต่างๆ ไว้ให้นานที่สุด ก่อนจำใจต้องจากลาโบรโม่ลงมาด้วยความรู้สึกเสียดาย พร้อมกับอดหึ่งในความมหัศจรรย์ของภูเขาไฟไม่ได้ว่า
          ยามที่มันกราดเกรี้ยว ดุดัน ระเบิดพวยพุ่งลาวาออกมานั้น ภูเขาไฟเจ้าช่างน่ากลัวนัก แต่ยามที่มันพักผ่อนหลับใหล สงบเสงี่ยม นี่ถือว่าตรงกันข้ามราวฟ้ากับเหว โดยเฉพาะเจ้าภูเขาไฟโบรโมนี่ ไม่เพียงแต่เป็นภูเขาทรงเสน่ห์เท่านั้น หากแต่มัน(โบรโม่)และเพื่อนๆ ทั้งสอง(บาตอกและซูเมรุ)ยังสร้างความประทับใจให้แก่ผู้พบเห็นชนิดที่จะติดตรึงตราใจความทรงจำไปอีกนานเท่านาน...
          (อ่านเที่ยวอินโต่อตอนหน้า)
          ภูเขาไฟโบรโม่ เมืองสุราบายา เป็นภูเขาไฟทีเริ่มเป็นที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยวไทย เพราะมีทัวร์บางบริษัทเปิดนำเที่ยว โดยหนึ่งในบริษัททัวร์ที่น่าสนใจก็คือ "ทรอปิคอล สตาร์ ทราเวล"(ไทย)เนื่องจากได้จับมือกับ บริษัท "โกบอล แอดเวนเจอร์" (อินโด)จัดกิจกรรมท่องเที่ยวโดยนำรายได้ส่วนหนึ่งมอบเป็นทุนการศึกษาแก่เด็กผู้ยากไร้ในอินโดฯ ซึ่งผู้สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 0-2513-4913, 0-2513-4996 ต่อ 108,08-0088-0876 และสอบถามเที่ยวบินสู่อินโดฯของสายการบินการดู้ได้ที่ โทร.0-2285-6470-3.
บันทึกการเข้า
tosnatoa
วัยซ่า
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 11 พฤศจิกายน 2010 »

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆครับ
บันทึกการเข้า

[
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: