หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: อลังการถ้ำดัมบูลลา สักการะพระเขี้ยวแก้วที่ "ศรีลังกา"  (อ่าน 1793 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
talek
พี่ซ่า
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 266


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 05 พฤศจิกายน 2008 »


คอลัมน์: เที่ยวต่างแดน: อลังการถ้ำดัมบูลลา สักการะพระเขี้ยวแก้วที่ "ศรีลังกา"
Source - ผู้จัดการรายวัน (Th)

          หลังจากชมเมืองโบราณอนุราธปุระ และพระราชวังสีคิริยา ซึ่งมีดีกรีเป็นถึงมรดกของโลกกันไปในตอนนี้แล้ว เราจะไปต่อความอลังการงานสร้างกันที่ "วัดถ้ำดัมบูลลา (Dambulla Cave Temple) ที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี พ.ศ.2534 ถือเป็นมรดกโลกแห่งล่าสุดในศรีลังกา
          แต่ก่อนที่จะขึ้นไปชมความวิจิตรอลังการที่ถ้ำดัมบูลลา (Golden Temple Dambulla) ที่ตั้งอยู่บนพื้นราบเชิงเขากันก่อน ภายในวัดทองดัมบูลลาแห่งนี้ มีจุดดึงดูดอยู่ที่ด้วยพระพุทธรูปสีทององค์ใหญ่ ต้องขอบอกเลยว่าองค์ใหญ่มหึมาจริงๆ ตั้งอยู่อย่างโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านบนอาคารพิพิธภัณฑ์
          และก็เป็นอันรู้กันว่าถ้าเจอสถานที่ที่แปลกตาและโดเด่นเช่นนี้ พวกเราก็ต้องขอแอ็กท่าสวยงามแต่สงบเสงี่ยมถ่ายรูปกันยกใหญ่ ก่อนเดินทางไปยังมรดกของโลกถ้ำดัมบูลลา ซึ่งก็เป็นงานเหนื่อยที่พวกเราต้องเดินจากทางลาดชันขึ้นเขาไปให้ถึงยอด
          พวกเราเดิน เดิน และเดินขึ้นเขาอย่างไม่พูดไม่จา เพราะเกรงจะเสียพลังงานจนลมจับ ไม่นานเราก็มาถึงยังด้านบนของเขา วิวทิวทัศน์ตรงนี้สวยงามดูเขียวชอุ่มมองไปได้สุดลูกตา เคลิบเคลิ้มกับบรรยากาศและสายลมจนหายเหนื่อยกันแล้ว พวกเราก็เข้าไปยังด้านในของถ้ำดัมบูลลาแห่งนี้ ที่สร้างโดยพระเจ้าวาลากัมบา(Walagambahu) พระองค์ทรงเคยพำนักในถ้ำที่ดัมบูลลา ช่วงที่พระองค์เสด็จพลัดถิ่นจากเมืองอนุราธปุระ เพื่อเป็นการตั้งหลักก่อนที่จะรวบรวมไพร่พลกลับไปรบกันอีกครั้งหนึ่ง ต่อเมื่อพระองค์ทรงรบชนะ และเสด็จกลับขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้ทรงสร้างวิหารศิลาภายในถ้ำ ที่ดัมบูลลานี้ ภายในมีถ้ำทั้งหมด 5 ถ้ำด้วยกันมีขนาดใหญ่เล็กแตกต่างกันออกไป
          ถ้ำแรก แม้จะมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับถ้ำอื่นๆ แต่ก็ใหญ่พอจะบรรจุพระพุทธรูปนอน หรือพระพุทธรูปปางปรินิพพานที่แกะสลักจากหินอ่อนยาวถึง  49 เมตร ได้อย่างสบายๆ ดูแล้วช่างสวยงามยิ่งนัก ถัดไปคือถ้ำที่ 2 เป็นถ้ำที่มีขนาดใหญ่ ภายในดูสวยงามแปลกตามากด้วยองค์เจดีย์ที่สูงจากพื้นถึงเพดานถ้ำ นอกจากนั้นก็มีพระพุทธไสยาสน์ รวมถึงพระพุทธรูปมากมายทั้งองค์ใหญ่องค์เล็กหลายสิบองค์เรียงรายอยู่รอบๆ ถ้ำ และรูปปั้นกษัตริย์สิงหล เดินถัดไปตามระเบียงทางเดินเราก็จะเจอกับถ้ำที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ตามลำดับ
          ซึ่งแต่ละถ้ำมีพระพุทธรูปใหญ่เล็กประดิษฐานอยู่เป็นจำนวนมากกว่าร้อยองค์ และที่เสริมให้ถ้ำทั้ง 5 มีความวิจิตรสวยงามนั้นก็คือ ภาพเขียนสีจิตรกรรมฝาผนังและเพดานจนแทบจะเต็มพื้นที่อายุราว 800 ปีมาแล้ว โดยภาพเขียนสีเหล่านี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า พระพุทธศาสนา พระพุทธประวัติ เหล่ามวลเทวดาประจำแคว้น รวมถึงลวดลายทางพุทธศิลป์ เช่น ลายดอกบัว ดอกพิกุล ลงสีสันสวยงามน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
          จากวัดถ้ำดัมบูลลา พวกเราเดินทางต่อไปยังเมืองแคนดี้ แต่ระหว่างทางเราแวะไปที่สวนสมุนไพร "Ranwali Spice Garden" ในเมือง "มาตาเล" (Matale) โดยจะมีชาวท้องถิ่นผู้เชี่ยวชาญมาพาชมต้นสมุนไพรต่างๆ ที่เขาปลูกไว้ เช่น ต้นอบเชย ต้นกระวาน ต้นกานพลู ต้นจันทร์ ต้นโกโก้ ต้นวานิลลา พร้อมบอกสรรพคุณ และยังมีผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากสมุนไพรจำหน่ายอีกด้วย
          พอได้ใช้เงินในกระเป๋าบ้างเป็นอันสบายใจ พวกเราก็มุ่งหน้าสู่ นครศักดิ์สิทธิ์แคนดี้(Kandy) ซึ่งเป็นนครหลวงแห่งสุดท้ายของราชอาณาจักรสิงหลก่อนที่จะตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ภูมิประเทศเมืองนี้มีภูเขาล้อมรอบมองลงมาเห็นทะเลสาบที่สวยงาม รวมถึงวัดอันศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่นับถือของชาวพุทธทั่วโลก
          ที่เมืองชื่อน่ารักน่ากินแห่งนี้ มีสถานที่สำคัญได้แก่ "วัดดาลามา มาลิกาวะ"(Dalada Maligawa) ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว วัดนี้จึงมีอีกชื่อว่า "วัดพระเขี้ยวแก้ว" หรือชื่อในภาษาอังกฤษว่า "Temple of the Tooth"
          เมื่อพวกเราเข้าประตูผ่านการตรวจค้นอาวุธโดยการลูบไล้ไปทั่วตัวแล้ว ก็เดินตรงมาตามทางเดินไปยังเบื้องหน้าสู่วิหารพระเขี้ยวแก้ว แต่ก่อนที่ทุกคนจะเข้าสู่ด้านในวิหารพระเขี้ยวแก้วพวกเราก็ต้องจัดแจงฝากสัมภาระ สัมภารก รวมถึงรองเท้าไว้กับเจ้าหน้าที่ เพราะโดยปกติแล้วเขาไม่อนุญาตให้นำสิ่งของใดติดตัวเข้าไปยกเว้นแต่ดอกไม้บูชาเท่านั้น และแล้วพวกเราก็ผ่านการลูบไล้อีกครั้งหนึ่งก่อนจะเดินข้ามสะพานเล็กๆ ข้ามคูน้ำเข้าไปยังตัววิหาร
          พุทธศาสนิกชนที่หลั่งไหลมามากมาย ณ ที่นี้ ในมือล้วนแต่มีดอกไม้ทั้งดอกบัว ดอกสาละ ดอกพุด เพื่อนำไปบูชาพระเขี้ยวแก้วซึ่งประดิษฐานอยู่บนชั้นที่สอง ตามประวัติแล้ว หลังถวายพระเพลิงพระบรมศพพระพุทธเจ้ามีพระบรมสารีริกธาตุเหลืออยู่ 7 ส่วนที่ไม่ไหม้ไฟ คือ พระเขี้ยวแก้ว 4.พระรากขวัญ(ไหปลาร้า) 2.และพระนลาฏ (หน้าผาก) 1
          กษัตริย์อินเดียจาก 7 แคว้นต้องการพระบรมสารีริกธาตุจึงได้ต่อสู้กัน เดือดร้อนถึงโทณพราหมณ์นักปราชญ์แห่งกุสินาราต้องนำตุมพะทองคำมาตวงแบ่งเป็น 8 ส่วนเท่าๆ กัน โดยโทณพราหณ์ได้แอบเอาพระเขี้ยวแก้วองค์ที่ 1 เบื้องบนขวาไป พระอินทร์ทรงรู้จึงได้นำเอาไปประดิษฐานในเจดีย์จุฬาโลกมณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์รวมอยู่กับเกศาของพระพุทธเจ้าตอนที่ปลงเสด็จออกบวช
          พระเขี้ยวแก้วองค์ที่ 2 เบื้องล่างซ้าย  อยู่กับพญานาคในโลกบาดาล พระเขี้ยวแก้วองค์ที่ 3 เบื้องบนซ้าย ประดิษฐานอยู่ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน และ พระเขี้ยวแก้วองค์ที่ 4 เบื้องล่างขวา ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดี้แห่งนี้เอง
          โดยก่อนที่พระเขี้ยวแก้วองค์ที่ 4 เบื้องล่างขวาจะมาอยู่ที่ศรีลังกานั้น เคยประดิษฐานอยู่ที่แคว้นโอริสสา ประเทศอินเดีย ครั้นเมื่อเกิดภัยสงคราม เจ้าชายทันตกุมารและเจ้าหญิงเหมมาลา แห่งแคว้นกลิงคราษฎร์ ได้อัญเชิญมาโดยซ่อนไว้ในมวยผมของเจ้าหญิง แล้วเดินทางข้ามมายังเกาะลังกา มาประดิษฐานไว้ ณ วัดอภัยคีรี กรุงอนุราธปุระ แต่ในเวลาศึกสงครามกษัตริย์กรุงอนุราธปุระจะเสด็จหนีไปอยู่ที่ใดก็จะอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วเสด็จคุ้มครองไปด้วยทุกแห่ง
          บริเวณชั้น 2 นี้คาคล่ำไปด้วยผู้มีจิตศรัทธาทั้งชาวศรีลังกาและต่างชาติมากมาย รวมทั้งชาวไทยแลนด์ของเราด้วย ซึ่งองค์พระเขี้ยวแก้วได้ประดิษฐานอยู่ภายในตู้กระจกนิรภัย มองเห็นสถูปทองคำซึ่งซ้อนกันถึง 7 ชั้น ประดับด้วยเพชรนิลจินดา สายสร้อยสังวาล และอัญมณีล้ำค่าต่างๆ มากมายอันได้มาจากประมุขของประเทศต่าๆ นำมาถวาย ในสถูป 7 ชั้นมีซองห่อหุ้มอีก 6 ชั้น ชั้นสุดท้ายเป็นงาช้างห่อหุ้มพระเขี้ยวแก้วไว้ภายใน
          โดยปกติแล้วผู้ที่มาบูชาพระเขี้ยวแก้วจะถวายดอกไม้บูชาอยู่เพียงชั้นนอกเท่านั้น จะมีเพียงแขกบ้านแขกเมืองและขอเป็นกรณีพิเศษเท่านั้นที่จะได้เข้าไปบูชาพระเขี้ยวแก้วในห้องชั้นใน และเมื่อพวกเราได้กราบไหว้บูชาพระเขี้ยวแก้วในห้องชั้นใน และเมื่อพวกเราได้กราบไหว้บูชาและขอพรกันจนอิ่มเอมใจกันแล้ว ก็แอบแวบไปเดินเตร็ดเตร่ในเมืองแคนดี้ซึ่งอยู่ตรงบริเวณวัดพระเขี้ยวแก้วนี้เองก่อนที่จะกลับที่พัก
          เช้าวันรุ่งขึ้น เรามุ่งหน้ากลับมายังสนามบินในกรุงโคลอมโบ เพราะคืนวันนี้พวกเราจะจากลาเมืองพุทธศาสนาศรีลังกากันแล้ว  แต่ระหว่างทางเราผ่าน "เมืองนูวาระเอลิยะ" เมืองแห่งไร่ชา เซอร์เอ็ดเวิร์ด เป็นผู้ค้นพบที่ราบสูงนูวาระ เอลิยะ แห่งนี้ว่ามีอากาศดี บริสุทธิ์ จึงเลือกเป็นที่พักตากอากาศของชาวอังกฤษในยุคที่อังกฤษเข้ามาปกครองศรีลังกา จนเมืองนี้ได้รับสมญานามว่า "Little England"
          ต่อมา เจมส์ เทย์เลอร์ ชาวสกอตแลนด์ได้นำชาเข้ามาทดลองปลูกที่นี่และได้ผลดีมากจึงปลูกอย่างจริงจังในเวลาต่อมา จนมีชื่อเสียงในด้านคุณภาพ กลายเป็นแหล่งผลิตชาชั้นยอดของโลก สำหรับนักดื่มชาจะทราบกันดีว่า "ชาซีลอน" ชาดำรสชาติเข้มขน ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก
          ซึ่งก็เป็นธรรมเนียมของชาวคณะที่เราที่ต้องแวะไปเยี่ยมชมไร่ชาและโรงงานผลิตชากันหน่อย และที่สำคัญชาวคณะของเราต้องจับจ่ายใช้สอยหาซื้อของฝากติดมือติดกระเป๋ากลับบ้านเป็นแน่แท้ เพื่อความสุขในการชอปปิ้งของบรรดาชาวคณะ รถบัสคันเดิมจึงพาเราแวะยังไร่ชา 2-3 แห่ง ให้จับจ่ายกันอย่างเมามัน
          และแล้วการเดินทางเยือนแดนพระพุทธศาสนาศรีลังกาของฉันก็จบลงอย่างอิ่มบุญและสุขใจ และเมื่อสบายในแล้วพวกเราก็นั่งเครื่องบินของสายการบินคาเธ่ย์แปซิฟิคอย่างสบายกาย บินตรงกลับมายังกรุงเทพฯ แบบแฮปปี้เอนดิ้งด้วยประการฉะนี้แล
          สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา
          เป็นประเทศเกาะในมหาสมุทรอินเดีย ใช้เงินสกุลรูปี
          ศรีลังกาอัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 110 รูปีศรีลังกา เวลาช้ากว่าประเทศไทย ประมาณ 1.30 ชม. การเดินทางสามารถเดินทางโดยสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค บินตรงจากกรุงเทพ-โคลอมโบ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร.0-2246-5659 และ 0-2762-9009
บันทึกการเข้า
tosnatoa
วัยซ่า
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 11 พฤศจิกายน 2010 »

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆครับ
บันทึกการเข้า

[
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: