หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ไปดู 'วาฬ' พูดได้ ที่ควีนส์แลนด์  (อ่าน 824 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
talek
พี่ซ่า
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 266


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 05 พฤศจิกายน 2008 »


คอลัมน์ เดลินิวส์วาไรตี้ พาเที่ยวต่างแดน : ไปดู 'วาฬ' พูดได้ ที่ควีนส์แลนด์
Source - เดลินิวส์ (Th)

          ปัจจุบันทัวร์ชม “วาฬ” ในท้องทะเลถือเป็นโปรแกรมท่องเที่ยวที่หลายประเทศนิยมนำมาเป็นจุดขาย ออสเตรเลีย เป็นอีกประเทศหนึ่งที่สามารถหารายได้เข้าประเทศจากการดูวาฬได้เป็นกอบเป็นกำ เพราะในน่านน้ำของออสเตรเลียมีจำนวนประชากรวาฬจำนวนมาก ที่สำคัญวาฬ  เหล่านี้มีวงจรชีวิตที่สัมพันธ์กับน่านน้ำของออสเตรเลียตลอด 2 ฟากฝั่งทะเลทั้งด้านตะวันออกและตะวันตก ทำให้ไม่ว่าจะอยู่ฝั่ง มหาสมุทรแปซิฟิก หรือ มหาสมุทรอินเดีย ก็มีโอกาสได้เห็นวาฬตัวเป็น ๆ ในระยะ    ใกล้ได้
          อ่าวมอร์ตัน ทางฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย เป็นหนึ่งในแหล่งชมวาฬที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของออสเตรเลียและของโลก เป้าหมายของเราอยู่ที่ เกาะมอร์ตัน ใช้เวลาเดินทางจากท่าเรือใน เมืองบริสเบน เมืองหลวงของ รัฐควีนส์แลนด์ เพียง 1 ชม.เศษ
          การเดินทางไปถึงเกาะรีสอร์ทในวันแรกดูเหมือนโชคจะไม่เข้าข้าง ฝนเทลงมาอย่างไม่เป็นใจ แต่พอวันรุ่งขึ้นเมื่อท้องฟ้าเปิด คลื่นลมสงบพอประมาณ พร้อมกับการประสานงานอย่างดีเยี่ยมของ สำนักงานท่องเที่ยวออสเตรเลียประจำประเทศไทย การท่องเที่ยวรัฐควีนส์แลนด์ และ บ.ซิซเลอร์ (ประเทศไทย) ทำให้คณะของเราได้ประเดิมลงเรือลำแรกที่แหวกคลื่นมหาสมุทรแปซิฟิกไปตัดริบบิ้น เปิดฤดูชมวาฬปี 2008 จนได้
          วาฬในทะเลแถบนี้มีหลายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น วาฬหลังค่อม วาฬเพชฌฆาต และวาฬสีน้ำเงิน แต่ที่พบเห็นโดยมากคือ วาฬหลังค่อม (Hump back Whale) มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ในบรรดาเพื่อนร่วมสายพันธุ์ ตัวเมียเมื่อโตเต็มที่จะยาวกว่าตัวผู้ โดยอาจยาวถึง 15 เมตร เฉลี่ยมีน้ำหนัก 40 ตัน แต่บางตัวอาจหนักถึง 48 ตัน ว่ายน้ำเร็ว ปกติจะรวมกลุ่มกันประมาณ 3-4 ตัว กินแพลงก์ ตอนและกุ้งเคยเป็นอาหาร
          ในแต่ละปี วาฬหลังค่อม 7,000-10,000 ตัวจะว่ายน้ำเป็นระยะทางไกล 6,000 กม. จาก ทวีปแอนตาร์กติกา ทางขั้ว โลกใต้ขึ้นมาหากระแสน้ำที่อุ่นกว่าในมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย เพื่อจับคู่ผสมพันธุ์ และออกลูก ฝูงวาฬเหล่านี้จะแหวกว่ายผ่านอ่าวมอร์ตันขึ้นไปในราว กลางเดือน มิ.ย. จากนั้นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลกเหล่านี้พร้อมด้วยทายาทตัวน้อยจะว่ายน้ำกลับลงไปมหาสมุทรใต้ใน เดือน ส.ค.-ต.ค. หรือบางครั้งหากโชคดีเราอาจได้เห็น วาฬหลังค่อมตัวสุดท้าย ที่ว่ายผ่านอ่าวมอร์ตันใน เดือน พ.ย. ก็ได้
          ระหว่างแล่นเรือออกไปสู่ทะเลลึก กัปตันส่งเสียงตามสายแจ้ง กฎกติกามารยาท การชมวาฬให้นักท่องเที่ยวได้รับรู้และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เช่น เรือต้องลอยลำขนานห่างจากวาฬอย่างน้อย 100 เมตร หากเป็นเครื่องบินเล็กต้องบินอยู่สูงไม่น้อยกว่า 1,000 ฟุต หรือกรณีเฮลิคอปเตอร์ต้องอย่าเข้าใกล้วาฬในรัศมี 1 กม. เพราะเสียงเครื่องยนต์และกลิ่นท่อไอเสียส่งผลกระทบต่อวาฬ นักท่องเที่ยวต้องไม่สัมผัส ไม่ป้อนอาหาร หรือส่งเสียงหวีดร้องลิงโลดเมื่อได้พบเห็นวาฬ เป็นความรู้เบื้องต้นที่อย่างน้อยทำให้ ทัวร์ชมวาฬมีความยั่งยืน แม้ว่าการท่องเที่ยวในลักษณะนี้จะได้รับความนิยมสูงขึ้น และเริ่มส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตวาฬบ้างแล้วก็ตาม
          เพียงแค่อึดใจเรือทังกาลูมาเอ็กซเพรสก็แล่นเข้ามาอยู่ในเส้นทางของฝูงวาฬหลังค่อม ชนิดที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและออสซี่ต่างใจเต้นระรัว พร้อมส่งเสียงครางฮือ... เพราะได้เห็นวาฬชนิดนี้ในระยะแค่เอื้อมไม่น้อยกว่า 10 ชีวิตแหวกว่ายอยู่ในท้องน้ำสีน้ำเงินเข้ม กิริยาท่าทางที่เห็นในสารคดีทางทีวี ไม่ ว่าจะเป็น การพ่นน้ำ ส่งเสียงร้อง ลอยตัวขึ้นมาหายใจ โบกสะบัดครีบหาง กระโจนตัวขึ้นมาอวดโฉม หรือแม้กระทั่งตัวผู้ใช้ครีบหางสู้กันเพื่อแย่งชิงกันเป็นจ่าฝูง บัดนี้ภาพเหล่านี้ได้มาปรากฏบน จอพาโนรามาใน   สายตาของนักท่องเที่ยว ที่ล้วนอยากหยุดเวลาให้นานเท่าที่จะเป็นไปได้
          บนเกาะนี้ยังมี ศูนย์ข้อมูลวาฬ และสัตว์ทะเลต่าง ๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก ให้ค้นคว้า ก่อนลงเรือไปสัมผัสกับประสบ การณ์จริง และความจริงอีกด้านหนึ่ง ในอดีตเกาะแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของ สถานีล่าวาฬ ที่ปิดตัวลงไปในปี ค.ศ. 1962 (พ.ศ. 2505) รวมทั้งยังมีอุปกรณ์ล่าวาฬ เช่น ฉมวกยักษ์ ตั้งโชว์เอาไว้เป็นอนุสรณ์เตือนใจถึงความโหดร้ายของมนุษย์ในบางยุคบางสมัย ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่สถานีแห่งนี้ดำเนินการ มีวาฬหลังค่อมถึง 6,277 ตัวที่ถูกคร่าชีวิต จนคาดการณ์กันว่าหากรัฐบาลออส เตรเลียยังอนุญาตให้ล่าต่อไป วาฬหลังค่อมและวาฬพันธุ์อื่น ๆ อาจสูญพันธุ์ภายในเวลา 20 ปีก็ว่าได้ แต่พอหลังจากมี กฎหมายห้ามล่าวาฬ ทำให้ประชากร   วาฬพันธุ์ต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง
          ไฮไลต์สำคัญของเกาะที่อุดมไปด้วยทรายแห่งนี้นอกจากจะอยู่ที่ทัวร์ชมวาฬด้วยตาเปล่า    ในระยะใกล้แล้ว ยังมีกิจกรรม    ประเภท เอ็กซ์ตรีม มาช่วยเพิ่ม ความเร้าใจให้กับผู้มาเยือน เช่น การโต้คลื่นบนเขา Tempest ที่ว่ากันว่าเป็นสันทรายที่สูงที่สุดในโลก หรือโปรแกรมให้อาหารแก่ ฝูงโลมา ใต้แสงจันทร์เพิ่มบรรยา กาศโรแมนติกให้กับคู่รักอีกด้วย แต่ไม่ลืมให้ความสำคัญกับระบบนิเวศวิทยาอย่างยิ่งยวดเช่นกัน โดยก่อนลงให้อาหารโลมาจะต้องล้างมือล้างเท้าที่ทาครีมต่าง ๆ ออกให้หมด เพราะสารเคมีทำให้โลมาแพ้อาจถึงขั้นตาบอดหรือเสียชีวิตได้
          อีกความพยายามในการสร้างกิจกรรมการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนเห็นจะเป็นการแล่นเรือใน TWEED RIVER แม่น้ำชื่อดังในเมือง โกลด์โคสต์ เพื่อจับ ปูก้ามโต (Mud Crabs) ก่อนที่จะนำมาปรุงเป็นอาหารมื้อกลางวัน ตลอดเส้นทางที่ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง ไต้ก๋งเรือชาวออสซี่ได้อธิบายถึง วิถีชีวิตของปู ที่อาศัยในแม่น้ำสายนี้ แม้ว่าชาวออสซี่จะชื่นชอบกีฬาทางน้ำ แต่ในบริเวณป่าชายเลนใกล้ถิ่นที่อยู่อาศัยของปูก็มี ป้ายห้ามเล่นสกี เพื่อไม่ให้คนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ริมน้ำไปสร้างผลกระทบต่อปู เราจึงเห็นภาพการออกเรือเล็กมานั่งตกปลากลางแม่น้ำแบบสันโดดและไม่รบกวนธรรมชาติมากจนเกินงาม
          ขณะเดียวกันขนาดของปูก็มีส่วนสำคัญ เพราะรัฐควีนส์ แลนด์ออกกฎหมายกำหนดขนาดของปูที่จะจับมาเป็นอาหาร รวมทั้งห้ามจับปูไข่เด็ดขาด หากฝ่าฝืนก็มีบทลงโทษอย่างหนัก เรียกว่าใช้ทั้งกฎหมายและการรณรงค์ทำให้ปูเหล่านี้มีโอกาสที่จะขยายพันธุ์ออกลูกออกหลานมากขึ้น เพราะโดยธรรมชาติปูชนิดนี้โอกาสที่จะมีชีวิตรอดไปถึงวัยเจริญพันธุ์มีไม่ถึง 10% ของจำนวนลูกปูที่ออกจากท้องแม่ปู เนื่องจากลูกปูชนิดนี้เป็นเหยื่ออันโอชะของทั้งปลาชนิดต่าง ๆ และนกพีรีแกน หาก รอดชีวิตจากสัตว์ด้วยกันแล้วต้องมาเจอ นักล่าในคราบมนุษย์ เข้าให้อีกคงไม่แคล้วสูญพันธุ์กันได้ง่าย ๆ
          นี่คือตัวอย่างของการจัดการทรัพยากรการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งทั้งภาคราชการและเอกชนต่างร่วมมือกันเพื่อคงธรรมชาติให้อยู่กับมนุษย์ได้นานเท่านาน หากเมืองไทยจะนำตัวอย่างดี ๆ เหล่านี้มาใช้คงทำให้เมืองไทยศิวิไลซ์ขึ้นเยอะ.วาฬไม่ใช่ปลา
          ความจริงแล้วนักวิทยาศาสตร์จำแนก วาฬ ออกจาก ปลา เพราะทั้งวาฬ โลมา และพะยูน ต่างเลี้ยงลูกด้วยนม แตกต่างจากธรรมชาติของปลาอย่างชัดเจน แต่ด้วยความเคยชินของคนไทยจึงมักเรียกสัตว์น้ำเหล่านี้ว่าปลา นอกจากนี้ยังพบว่า วาฬสามารถส่งเสียงและทำเสียงสัญญาณต่าง ๆ ได้ ทั้งกลางวัน กลางคืน และในช่วงที่ล่าเหยื่อ โดยมันจะส่งคลื่นเสียงออกไปกระทบตัวเหยื่อ จากนั้นจะคอยฟังคลื่นที่สะท้อนจากเหยื่อ ข้อมูลที่ได้จะบอกมันให้รู้ชนิดและตำแหน่งของเหยื่อ แต่ถ้าเป็นการสนทนาในฝูงด้วยกันมันจะส่งเสียงร้องที่มีทำนองต่างออกไป เพื่อบอกทิศทางและตำแหน่งที่กำลังจะว่ายไป ซึ่งเสียงของวาฬบางพันธุ์นั้นดังพอ ๆ กับเครื่องบินเจ็ตเลยทีเดียว
          ในส่วนของวาฬหลังค่อมนั้น นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบความพิเศษเหนือกว่าพันธุ์อื่น ๆ นั่นคือ วาฬตัวผู้สามารถส่งเสียงเกี้ยววาฬตัวเมียได้ ถือเป็นความพิเศษในสัตว์โลกเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่ทำพฤติกรรมในลักษณะนี้ได้เช่นเดียวกับมนุษย์ และในโลกนี้มีสัตว์อีกเพียง 4 ชนิดที่ส่งเสียงเช่นนี้ได้ คือ โลมา ค้างคาว นกและแมลงบางชนิด ปัจจุบันนักอนุรักษ์วาฬใช้ข้อมูลเสียงของวาฬในการบอกจำนวน ชนิด และกิจกรรมต่าง ๆ ของวาฬ เพราะข้อมูลเสียงนี้ชัดเจน แม่นยำ และถูกต้องยิ่งกว่าการสังเกตดูวาฬด้วยตาจากระยะไกล ๆ.พริษฐ์  เอี่ยมพงษ์ไพบูลย์
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: