หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ตะลุยทะเลทราย ที่มหานครระฟ้า...ดูไบ  (อ่าน 2439 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
talek
พี่ซ่า
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 266


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 05 พฤศจิกายน 2008 »


คอลัมน์ เดลินิวส์วาไรตี้ พาเที่ยวต่างแดน : ตะลุยทะเลทราย ที่มหานครระฟ้า...ดูไบ
Source - เดลินิวส์ (Th)

          ชนเผ่า “บานี” บันทึกประวัติศาสตร์ตนเองเอาไว้ว่า เป็นกลุ่มคนเร่ร่อนกลางทะเลทราย ก่อนจะมาลงหลักปักฐานกันอยู่ ณ แผ่นดินบริเวณปากอ่าวเปอร์เซีย โดยทำประมงและเลี้ยงไข่มุกยังชีพ จนเติบโตเป็นเมืองท่าสำคัญของอ่าวเปอร์เซีย
          ชุมชนแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันต่อมาว่า...ดูไบ
          เมื่อมีการค้นพบบ่อน้ำมันกลางมหาสมุทรอา ระเบียน ในปี ค.ศ. 1960 ทำให้ดินแดนตะวันออกกลาง กลายเป็นขุมสมบัติขึ้นมาทันที พลิกฟื้นฐานะจากชนเผ่าเร่ร่อนกลายเป็นเศรษฐีน้ำมัน และ “ดูไบ” ก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น
          ผมได้รับเชิญจาก   การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ไปร่วม งานส่งเสริมการขายการท่องเที่ยว Arabian Travel Market (ATM) 2008 ที่ดูไบ ในช่วงที่อากาศร้อนจนตับแทบแลบ ใกล้แตะ 50 องศาอยู่รอมร่อ
          จากดินแดนทะเลทรายอันร้อนระอุ แทบปราศจากแหล่งน้ำจืด แต่ “ดูไบ” กลับทุ่มเม็ดเงินมหาศาลพัฒนา    บ้านเมืองเพื่อให้เป็นแหล่ง ท่องเที่ยว ด้วยการเนรมิตตึกระฟ้า มาโชว์ลีลาแข่งกันว่าตึกของใครจะเจ๋งกว่ากัน ไม่ว่าจะเป็น Burj Al Arab หรือ โรงแรมเรือใบ ที่เลื่องชื่ออยู่ ในขณะนี้ เพราะนอกจากจะออกแบบให้มีลักษณะคล้าย เรือใบ Dhow ซึ่งเป็นพาหนะชนิดหนึ่งของชาวอาหรับแล้ว ยังถือเป็นโรงแรมที่สูงที่สุดในโลก อยู่ที่ 321 เมตร นอกจากนี้ยังมีอาคาร Burj Dubai ที่จะแล้วเสร็จภายในปีหน้า เพื่อประกาศศักดาเป็นตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในโลก ด้วยความสูง 818 เมตร แถมด้วยการติดตั้งลิฟต์ที่เร็วที่สุดในโลก (อีกแล้ว) โดยมีความเร็วถึง 65 กม./ชม.
          อีกอภิมหาโปรเจคท์ของ “ดูไบ” ที่กำลังเดินเครื่องเต็มสูบในขณะนี้ก็คือการถมทะเลในอ่าวเปอร์เซีย สร้าง The palm หรือ หมู่เกาะต้นปาล์ม รวมทั้งหมด 3 เกาะ เพื่อสร้างรีสอร์ทและที่อยู่อาศัย กำลังจะเป็นแม่เหล็กอีกตัวสำหรับดึงดูดอภิมหาเศรษฐีทั้งหลายให้ไปซื้อคฤหาสน์อยู่ ที่ควักสตางค์จ่ายไปชัวร์ ๆ แล้ว รายหนึ่งก็คือ เดวิด เบคแคม อดีตกัปตันทีมฟุตบอลสิงโตคำรามคนดัง !!
          โชคดีที่คณะของผม  มีโอกาสล่องเรือยอชท์ ชม   หมู่เกาะต้นปาล์ม รวมทั้งไปจอดแช่กลางทะเลถ่ายรูปคู่กับโรงแรมเรือใบได้อย่างเต็มอิ่ม ไม่ต้องเกาะรั้วชมอยู่แต่ข้าง ๆ โรงแรม เพราะขืนเข้าไปต้องควักค่าผ่านประตูคนละเฉียดหมื่นบาท ไม่คุ้มครับ ขณะ    ที่ค่าเช่าเรือยอชท์อยู่ที่ 100     ยูเอสดอลลาร์ หรือราว 3,300 บาทเท่านั้น
          และเมื่อมาดินแดนทะเลทรายทั้งที ต้องไม่พลาดเด็ดขาดกับกิจกรรม ซิ่งรถ โฟร์วีล ตะลุยทะเลทราย ขอ บอกว่ามันสะใจ กับการท้ามฤตยู ด้วยการนั่งรถ 4WD ซิ่งขึ้น-ลง แทบจะพลิกคว่ำยามไต่สันทราย เรียกว่าทุกส่วนเว้า ส่วนโค้ง เรียกเสียงวี้ดว้ายจากสาว ๆ ททท. ที่นั่งมาด้วยกันตลอดทาง
          พักรบจากรถโฟร์วีล ใครอยากจะ ซิ่งอูฐ ต่อ เขาก็มีบริการไว้ให้ขี่หลังเดินเรียกน้ำย่อยสักรอบสองรอบ ก่อนที่ จะเข้าแคมป์กลางทะเลทราย ปิ้งบาร์บีคิวรับประทาน พร้อมกับเครื่องดื่มเย็น ๆ ชมพระอาทิตย์ตกดินกลางทะเลทราย เรียกว่าใครพาคนรู้ใจไปด้วย ขอกระซิบว่างานนี้ โรแมนติกไม่หยอก แถมยังมีระบำหน้าท้องให้ชมกันด้วย แล้วถ้าใครอยากเพนท์เฮนน่า หรือสวม  ชุดชาวอาหรับถ่ายรูปที่นี่เขาก็จัดไว้บริการฟรีครับ
          ปิดท้ายกิจกรรมฮอตฮิตของเหล่าสาว ๆ คงหนีไม่พ้นการชอปปิง ยิ่งเป็นพวกแบรนด์เนม รับรองว่ามาดูไบถูกใจแน่นอนครับ เพราะมีห้างร้านให้จับจ่ายข้าวของจากทั่วทุกมุมโลกแทบจะล้นเมือง แถมตกแต่ง ดีไซน์กันแบบอภิมหาอลังการแทบทุกแห่ง โดยเฉพาะที่ IBN Battuta ที่ตกแต่งแยกเป็นโซนตามศิลปะจากทุกมุมโลก มีทั้ง อินเดีย จีน หรืออนาลูเซีย หรือจะไป WAFI MALL ที่นี่จะดีไซน์หรูหราสไตล์อียิปต์ ขณะที่ Madinat Souk จะเป็นสไตล์โมร็อกโก และใครที่ชอบประเภททองหยอง ต้องไปที่ Gold Souk รับรองว่าจะตะลึงกับตลาดทองคำและอัญมณี ที่ใหญ่ที่  สุดในโลก เรียกว่า “เยาวราช” บ้านเราไม่ติดฝุ่น
          แต่ถ้าวัดกันที่ธรรมชาติ ขนบธรรมเนียม ประเพณี และศิลปวัฒนธรรมแล้ว…
          “สยามเมืองยิ้ม” ของเราไม่เป็นรองใครครับ !!.ขายท่องเที่ยวที่ 'ดูไบ'
          กลุ่มประเทศเศรษฐีน้ำมันตะวันออกกลางถือว่ามีกำลังซื้อสูง ยิ่งเฉพาะกับการหลีกลี้ความร้อนระอุของทะเลทรายไปแสวงหาสถานที่พักผ่อนที่ชุ่มชื่นกว่า
          จุดหมายปลายทางของพวกเขาในยุคเริ่มต้น คือยุโรป-อเมริกา ขณะที่อีกกลุ่มเบนเข็มทิศมาที่ใกล้ ๆ ในภูมิภาคเอเชียด้วยกัน และหนึ่งในนั้นก็คือ ประเทศไทย จนถึงช่วงหนึ่งที่เกิดข่าวอัปยศ กับคดีโจรกรรมเพชรซาอุฯ ที่ส่งผลกระทบถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และกระเทือนถึงนักท่องเที่ยวชาวตะวันออกกลาง พลันหดหายไปด้วยอย่างน่าเสียดาย
          จนกระทั่งเกิดสงครามอิรัก กลายเป็น จุดเปลี่ยนที่ชาวตะวันออกกลางเบนเข็มกลับมาเที่ยวเอเชียด้วยกันอีกครั้ง โดยเฉพาะเมืองไทย ที่นอกเหนือจากการท่องเที่ยวดื่มด่ำกับธรรม ชาติที่งดงามแล้ว ยังเลือกใช้บริการตรวจรักษาสุขภาพซึ่งมีมาตรฐาน ทันสมัย แถมสนนราคายังถูกกว่าในยุโรป-อเมริกาด้วย
          ปีที่ผ่านมา ชาวตะวันออกกลางแห่มาเมืองไทยมากถึง 453,891 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 11.84 โดยมีอิสราเอลนำโด่ง 123,012 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.56 และอันดับสองคือสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ 98,122 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.78
          พรศิริ มโนหาญ ผู้ว่าการ ททท. จึงเล็งเห็นโอกาสอันดี บุกเข้าไปก่อตั้งสำนักงานการท่องเที่ยวขึ้นที่นครดูไบ เพื่อขายท่องเที่ยวไทย   ทั่ว 7 รัฐของสหรัฐอาหรับฯ รวมถึง 10 ประเทศ ประกอบด้วย บาห์เรน อิรัก อิหร่าน จอร์แดน คูเวต เลบานอน โอมาน การ์ตา ซาอุดีอาระเบีย และเยเมน โดยเชิญ วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว. การท่องเที่ยวฯ ไปเป็นประธานเปิดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
          ในช่วงเดียวกัน ยังเชิญผู้ประกอบการท่องเที่ยวจากเมืองไทย 86 ราย ไปร่วม งานส่งเสริมการขายการท่องเที่ยว Arabian Travel Market (ATM) 2008 ซึ่งก็ได้ผลตอบรับ  เป็นอย่างดี จากผู้ประกอบการนำเที่ยวชาวอาหรับที่คิดวางแผนจะขนนักท่องเที่ยวจากบ้านเขามาเที่ยวบ้านเรา
          ก็ถือว่าแลกเปลี่ยนกัน ในเมื่อเขารับทรัพย์จากการขายน้ำมันให้เราแล้ว ก็ต้องชวนพวกเขาขนเงินกลับมาเที่ยวบ้านเราบ้าง.วรุตม์ ลิ้มเฉลิม
บันทึกการเข้า
tosnatoa
วัยซ่า
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 11 พฤศจิกายน 2010 »

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆครับ
บันทึกการเข้า

[
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: