หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: 'เซี่ยเหมิน-ฉวนโจว' ยลวิถีจีน...เยือนถิ่นฮกเกี้ยนโบราณ  (อ่าน 2201 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
toto
พี่ซ่า
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 200


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 05 พฤศจิกายน 2008 »


คอลัมน์ เดลินิวส์วาไรตี้ พาเที่ยวต่างแดน : 'เซี่ยเหมิน-ฉวนโจว' ยลวิถีจีน...เยือนถิ่นฮกเกี้ยนโบราณ
Source - เดลินิวส์ (Th)

          ใช้เวลาไม่ครบสี่ชั่วโมงดีนัก! เราก็เดินทางถึงสนามบินเมือง เซี่ยเหมิน จุดเริ่มต้นของการเยือนถิ่นจีนฮกเกี้ยนโบราณ ตามรอยเส้นทางสายไหมทางทะเล ตามคำเชิญของอาศรมสยาม-จีนวิทยา ซีพีออลล์ โดยมีจุดหมายอยู่ที่   2 เมืองสำคัญของฮกเกี้ยน คือ เซี่ยเหมินและฉวนโจว ออกจากสนามบินเรามุ่งหน้าสู่เมืองฉวนโจวทันที แต่ขณะเดินทางไปได้ช่วงหนึ่ง คนขับรถชาวจีนของเราขอแวะเติมน้ำมันก่อน ทว่าเมื่อ รถเข้าสู่ปั๊มน้ำมันกลับพบปริมาณรถที่เข้าคิวต่อแถวเติมน้ำมันจำนวนมาก ส่งผลให้คนขับรถของเราตัดสินใจเดินทางต่อทันที เพราะกลัวว่าจะถึงจุดหมายมืดค่ำกันเกินไป ท่ามกลางการลุ้นระทึกกันว่า..น้ำมันรถจะหมดก่อนถึงที่หมายหรือไม่ ! จากภาพเล็กรายทางที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนปัญหาพลังงานของจีนยุคใหม่ได้ดี
          หลังใช้เวลาอยู่บนรถเกือบสองชั่วโมง ก็มาถึงฉวนโจว (จัวจิ๋วหรือจะจิ๋วเดิม) เมืองที่สร้างมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง เมืองนี้ถูกยกเป็นเมืองท่าที่ยิ่งใหญ่และสำคัญทางตะวันออกเฉียงใต้ของมณฑลฝูเจี้ยน ในอดีตเคยเป็นศูนย์กลางการค้าทางทะเล หรือเส้นทางสายไหมทางทะเลของจีน มาร์โคโปโลเองถึงกับยกย่องว่าเป็นเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ฉวนโจวจึงเป็นแหล่งศึกษาวัฒนธรรมฮกเกี้ยนที่สำคัญ
          ระหว่างทางเราแวะเวียนเข้าไปเยี่ยมชม วัดไคหยวน ที่สร้างในสมัยราชวงศ์ถัง และมีขนาดใหญ่โตกว่าวัดไคหยวนของแต้จิ๋วหลายเท่าเป็นที่แรก ออกจากจุดนั้นเราเดินทางเข้าสู่ย่านใจ กลางเมืองต่อทันที แม้จะมาถึงค่ำไปนิดแต่ผู้คนยังคงขวักไขว่ ช่วง นั้นแฟชั่นรองเท้าบู๊ตคงกำลังฮิต สังเกตดูจากหญิงสาวชาวฉวนโจวหลายคนที่เดินผ่านไปมา ถนนหนทางรถราในเมืองมีมากแต่ไม่ถึงกับแน่น เอกลักษณ์ที่พบบ่อยคือเสียงแตรกับลีลาการขับชนิดตัวใครตัวมัน! แต่แปลกที่ไม่ค่อยเกิดอุบัติเหตุสักเท่าไหร่ จนพี่คนหนึ่งในคณะพูดติดตลกว่าเหตุที่รถไม่ค่อยชนกันนั้น อาจเป็นเพราะคนจีนใช้สัญชาตญาณเดียวกัน เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากเราได้
          วันที่สองของการเดินทาง เราเดินทางไปเยี่ยมชม สะพาน  ลั่วหยาง สะพานหินข้ามปากอ่าวทะเลอายุกว่าพันปี สะพานนี้ถือว่าเป็นโครงการที่มหัศจรรย์ ของจีนยุคนั้นมาก เพราะแม้จะสร้างมานานกว่าพันปี แต่ยังมั่นคง แข็งแรง ไม่มีร่องรอยทรุดโทรมให้เห็น นอกจากความตระการตาของสะพานแล้ว จุดสนใจอีกอย่างของที่นี่คือวิถีชีวิตของผู้     คน หากมาถูกช่วงเวลาเราอาจมีโอกาสพบเห็นหญิงหุ้ยอันกับการลอยเรือหาปลา ว่ากันว่าเครื่องแต่งกายประจำตัวของหญิงหุ้ยอันนั้น สะท้อนความอดทนของหญิง  หุ้ยอันได้อย่างดี เพราะสู้งาน หนัก ทำงานเก่งไม่แพ้ผู้ชาย จน มีคำกล่าวว่าอยากได้ศรีภรรยาทำงานเก่งต้องเลือกสาวหุ้ยอัน น่าเสียดายหลังจากความเจริญที่เพิ่มขึ้น ทำให้เรามีโอกาสพบเห็นชุดสาวหุ้ยอันได้น้อยลง ปัจจุบันคุณค่าและความหมายที่เคยเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวกลับเป็นได้เพียงแค่ชุดให้นักท่องเที่ยวเช่าสำหรับถ่ายภาพเท่านั้น
          จากนั้นเราเดินทางมา  เที่ยวที่สวนหินแกะสลัก ซึ่งอยู่ไม่ไกล ที่นี่เต็มไปด้วยหินแกะสลักจำนวนมาก จุดเด่นที่ต้องแวะคือ รูปปั้นเจิ้งเฉิงกง วีรบุรุษประชาชาติจีน ผู้กอบกู้ไต้หวันให้หลุดจากเงื้อมมือของเนเธอร์แลนด์ให้กลับคืนสู่จีน พอถึงช่วงบ่ายเรา  ก็มาแวะที่ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางทะเล ซึ่งจัดแสดงประวัติการเดินเรือของจีนในอดีตให้ศึกษา คนที่ชอบศึกษาประวัติศาสตร์ไม่ควรพลาดที่นี่ และจากใจกลางเมืองเรายังสามารถเดินไปชมศาสนสถานโบราณสำคัญอีกแห่งคือ มัสยิดอาหรับ วัดอิสลามที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีน  กับศาลเทพเจ้ากวนอู ซึ่งแวดล้อมไปด้วยขอทานพิการและหมอดูจำนวนมาก
          วันที่สามเราเดินทางกลับสู่เซี่ยเหมิน แต่ระหว่างทางเราได้มีโอกาสแวะสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง ซึ่งหลายคนในทริปต่างรอคอย คือการไปเยือน วัดเฉ่าอัน ศาสนสถานที่เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงถึงหลักฐานการมีอยู่ของลัทธิมาณีกีอันเก่าแก่ที่สุดลัทธิ หนึ่งของโลก ปัจจุบันเหลือรอดอยู่เพียงแห่งเดียวในโลก ! ยูเนสโกจึงขึ้นทะเบียนให้เป็นสถานที่สำคัญ แต่หากเอ่ยชื่อมาณีกีอาจไม่คุ้น! แต่ถ้าบอกว่าเป็นชื่อเดียวกับ “ลัทธิเม้งก้า” ในนวนิยายจีนกำลังภายในเรื่องดาบมังกรหยกคงพอเข้าเค้ากันอยู่บ้าง ลัทธิมาณีกี นี้เป็นศาสนาที่ชาวเปอร์เซียชื่อมณีตั้งขึ้น ยึดหลักศาสนาโซโรอัสเตอร์เป็นพื้นฐาน ผสมผสานกับพุทธและคริสต์ศาสนา รวมทั้งได้รับอิทธิพลจากลัทธิเหตุผลนิยมของโรมันที่บูชาแสงสว่าง แต่งชุดขาว กินเจ ต่อมาลัทธินี้เสื่อมสิ้นไปจากจีนและทุกแห่งในโลก
          จากฉวนโจวเราเดินทางเข้ามาสู่เซี่ยเหมิน สภาพบ้านเมืองใหญ่โตทันสมัยกว่าฉวนโจวมาก เพราะเซี่ยเหมินเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษรุ่นแรกของจีน และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญระหว่างจีนกับไต้หวัน ป้ายริมถนนเลียบทะเลระหว่างเดินทางเข้าสู่เมืองนี้ จะมี ป้ายยุทธศาสตร์ ขนาดใหญ่ที่มีอักษรจีนส่งสารไปยังรัฐบาลไต้หวัน ประมาณว่า.. หนึ่งประเทศ สองระบบ เอกภาพของประเทศ! เรียกว่าข่มขวัญกันน่าดู วันที่เราเดินทางไปถึง เรายังมีโอกาสเข้าชมศาสนสถานสำคัญของเมืองอย่าง วัดหนันผูถัวซื่อ หรือวัดผูถัวใต้ที่มีจุดเด่นแสดงถึงสถาปัตยกรรมของจีนฮกเกี้ยนใต้ โดยเป็นวัดและวิทยาลัยสงฆ์ที่เก่าแก่ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์ ถัง ตามความเชื่อว่ากันว่าที่นี่เป็นที่ประทับของเจ้าแม่กวนอิม จาก บริเวณวัดเราสามารถมองเห็นยอดตึกของมหาวิทยาลัยเซี่ยเหมินที่มีชื่อเสียงติดอันดับท็อปเทนของจีนได้อีกด้วย
          วันสุดท้ายก่อนกลับเรา  มีโอกาสนั่งเรือข้ามฟากไปเที่ยว  ยัง เกาะกู่ลั่งอวี๋ หรือเกาะเปียโน เป็นการปิดทริปนี้ เกาะแห่งนี้  ถูกขนานนามว่าเป็นสวนดอกไม้บนทะเลถึงขนาดที่นิตยสาร Chinese National Geography ยกให้เป็นเมืองสวยอันดับ 1 ของจีน เกาะนี้อยู่ห่างเซี่ยเหมินไปเพียง 700 เมตร มีแม่น้ำลู่เจียงกั้นขวางเอาไว้ เหตุที่เรียกกันว่าเกาะเปียโน ด้วยเพราะเคยเป็นเขตเช่าพิเศษของตะวันตก ทำ ให้คนท้องถิ่นได้รู้จักเครื่องดนตรีชนิดนี้ผ่านศาสนา ตั้งแต่นั้นมาเปียโนจึงเป็นที่นิยมของชาวเกาะมาก เพราะขณะที่บนเกาะมีคน ไม่ถึง 2 หมื่นคน แต่กลับมีเปียโนมากกว่า 400 หลัง นอกจากนี้ยังมี พิพิธภัณฑ์เปียโน ที่จัดตั้งขึ้นโดย หูโหย่วอี้ ซึ่ง   เป็นนักสะสมเปียโนหายากและเปียโนโบราณไว้มากมาย จนกลายเป็นพิพิธภัณฑ์เปียโนชั้นนำ  ของโลก
          การเดินทางมาเยือนเซี่ยเหมิน-ฉวนโจวครั้งนี้ คนที่ชอบท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมคงถูกใจสมกับเป็นเมืองพิพิธภัณฑ์มี   ชีวิตที่สอดประสานกันได้ดีระหว่างอดีตและปัจจุบัน
          ทว่าวิถีชีวิตดั้งเดิมที่เป็นเสมือนหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญแห่งนี้ จะสามารถทานทนกับกระแสความเจริญที่ถั่งโถมเข้ามาได้ตลอดไปหรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าคิด ?!!
บันทึกการเข้า
tosnatoa
วัยซ่า
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 11 พฤศจิกายน 2010 »

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆครับ
บันทึกการเข้า

[
smon19
เริ่มซ่า
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 24


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 06 ธันวาคม 2010 »

อืมแปลกดีนะครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: