หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: เปิดประตู สู่... "ภูฏาน" ตอน: "ทิมพู" เมืองหลวงทรงเสน่ห์  (อ่าน 3029 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
toto
พี่ซ่า
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 200


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 05 พฤศจิกายน 2008 »


เที่ยวต่างแดน: เปิดประตู สู่... "ภูฏาน" ตอน: "ทิมพู" เมืองหลวงทรงเสน่ห์
Source - ผู้จัดการรายวัน (Th)

          ปี พ.ศ. 2517 ภูฏาน...เดินแดนแห่งมังกรสายฟ้า ได้เปิดประเทศให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้าไปเที่ยวเป็นครั้งแรก ผลปรากฏว่ามีนักผจญภัยเพียง 274 คนเท่านั้นที่ไปเปิดศักราชการท่องเที่ยวของภูฏาน
          ปี พ.ศ. 2536 ภูฏาน กลายเป็นเป้าสนใจของนักเดินทางผู้ใฝ่หาในวิถีอันสงบงามขึ้นมาทันที หลังภาพยนตร์เรื่อง "Little Buddha" ที่ส่วนใหญ่ถ่ายทำในประเทศนี้ออกฉายต่อสายตาชาวโลก
          เพราะเสน่ห์ต่างๆ ในภูฏานนั้นมันช่างชวนหลงใหลยิ่งนัก
          ภูฏาน งดงามไปด้วยทิวทัศน์ของขุนเขาอันสลับซับซ้อนและป่าเขาลำเนาไพรที่อุดมสมบูรณ์
          ภูฏาน เป็นประเทศหนึ่งเดียวในโลกที่นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายานแบบตรันตระเป็นศาสนาประจำชาติ
          ภูฏาน มีวัดวาอารามและงานสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
          ภูฏาน มีชาวเมืองที่ยังคงดำรงวิถีอยู่ในจารีต วัฒนธรรม และประเพณีที่สืบต่อกันมาแต่โบราณอย่างแนบแน่น
          และที่สำคัญก็คือ ชาวภูฏานใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย แต่ว่ามากไปด้วยรอยยิ้ม ความสุข และอัธยาศัยไมตรี
          เสน่ห์ต่างๆ เหล่านี้ทำให้ภูฏานกลายเป็นประเทศในฝันที่นักเดินทางถวิลหามากขึ้นเรื่อยๆ
          สำหรับเมืองไทยเกิดกระแสภูฏานฟีเวอร์ (อย่างรุนแรง) หลังเจ้าชายจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก มกุฎราชกุมารแห่งราชอาณาจักรภูฏาน เสด็จมาเยือนประเทศไทย ในฐานะพระราชอาคันตุกะในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
          สาวไทยหลายๆ คนนอกจากจะกรี๊ดสลบแล้ว ยังฝันใฝ่อยากจะเที่ยวภูฏานสักครั้ง ซึ่งถึงแม้ว่าเจ้าชายจิกมีจะเสด็จกลับไปนานแล้ว แต่กระแสการ (อยาก) ไปเที่ยวภูฏานของ คนไทย (โดยเฉพาะสาว) ก็ยังคงฮิตติดลมบนไม่สร่างซา
          ในทริปนี้ผมจึงขอพาคุณผู้อ่านไปสัมผัสกับ ภูฏาน ดินแดนที่หลายๆ คน ยกให้เป็นดัง "สวรรค์บนพื้นพิภพ" ที่หากใครได้ไปเยือนสักครั้งก็จะคงความประทับใจไปตราบนานเท่านาน...
          "ทิมพู" เมืองหลวงรวยความสุข
          ทิมพู (Thimpu) คือเมืองหลวงของภูฏานในปัจจุบัน (อยู่ห่างจากเมืองปาโรศูนย์กลางทางการบินหนึ่งเดียวของภูฏานประมาณ 65 กิโลเมตร) ที่พระเจ้าจิกมี ดอร์จิ วังชุก กษัตริย์องค์ที่ 3 ย้ายมาจากเมืองหลวงเก่าคือปูนาคา ในปี พ.ศ. 25495
          ว่ากันว่า ทิมพูอาจจะเป็นเมืองหลวงหนึ่งเดียวในโลกที่ไม่มีสัญญาณไฟแดง เพราะเมืองนี้มีถนนเล็กๆ เพียงไม่กี่สายเท่านั้น
          ในขณะที่ย่านคึกคักของเมืองนี้ก็จะอยู่ในย่านชุมชนใจกลางเมือง ที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับสีสันชีวิตอันหลากหลายของชาวภูฏานซึ่งมากไปด้วยรอยยิ้มและอัธยาศัยไมตรี อีกทั้งยังคงไว้ด้วยวัฒนธรรมการแต่งกายที่ยึดมั่นในจารีตอย่างแนบแน่น โดยผู้ชายจะแต่งชุดที่เรียกว่า "โค" (Kho) ส่วนผู้หญิงจะแต่งชุดที่เรียกว่า "คีรา" (Kira)
          ใครที่อยากรู้ว่า GNH (Gross National Happiness) หรือความสุขมวลรวมประชาชาติของชาวภูฏานมีมากแค่ไหนในย่านชุมชนต่างๆ ของเมืองทิมพูคือหนึ่งในคำตอบที่จะทำให้นักท่องเที่ยวพลอยมีความสุขตามไปด้วย
          คราวนี้หันไปดูศาสนาสถานสำคัญและสถานที่ท่องเที่ยวอันโดดเด่นอย่าง เม็มโมเรียล ชอร์เตน (Memorial Chorten) ของเมืองทิมพูกันบ้าง
          อัน "ชอร์เตน" นั้น เปรียบได้กับ สถูปหรือเจดีย์ในบ้านเรา ในภูฏานมีอยู่ 3 รูปแบบ คือ แบบทิเบต (Tibetan Style) มีขนาดเล็กที่สุด (ใน 3 แบบ) มักจะสร้างด้วยหิน แบบเนปาล (Nepaless Style) ที่จำลองลักษณะมาจากพระสถูปโพธานาทในเนปาลมีขนาดใหญ่ที่สุด และแบบภูฏาน (Bhutanese Style) ที่แบ่งเจดีย์เป็น 5 ชั้น แทนธาตุทั้ง 5 ชั้นล่างสุดเป็นฐานสี่เหลี่ยมแทนธาตุดิน ชั้นที่ 2 เป็นโดมแทนธาตุน้ำ ชั้นต่อไปเป็นฉัตร 13 ชั้น แทนธาตุดิน เหนือฉัตรขึ้นไปมีสัญลักษณ์ของพระอาทิตย์และพระจันทร์ คือ ธาตุลม และชั้นสูงสุดคือส่วนที่เป็นยอดแหลมคือ ธาตุอากาศ
          สำหรับ เม็มโมเรียล ชอร์เตน ถือเป็นตัวอย่างอันชัดเจนของเจดีย์แบบภูฏาน ที่ชายภูฏานสร้างขึ้นเพื่อใช้แทนสัญลักษณ์หัวใจของพระพุทธเจ้า และใช้เป็นที่เก็บพระบรมอัฐิของพระเจ้าจักมี ดอร์จิ วังชุก ที่ชาวภูฏานยกย่องให้เป็น "พระราชบิดาแห่งภูฏานยุคใหม่" นอกจากนี้ก็ยังมีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าจิกมี ดอร์จิ วังชุก รูปปั้นของท่าน กูรู รินโปเช (นักบวชที่ชาวภูฏานเคารพนับถือมาก) และรูปปั้นของ ซับดรุง งาวังนัมเกล (ผู้รวบรวมภูฏานเป็นหนึ่งเดียว) รวมถึงรูปปั้นพระโพธิสัตว์ต่างๆ ให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้บูชา ซึ่งชาวภูฏานเชื่อว่าใครที่เข้าไปสักการะจะต้องเดินเวียนขวา (ประทักษิณ) ตามเข็มนาฬิกา ทั้งนี้ก็เพื่อความเป็นสิริมงคล
          นอกจากเม็มโมเรียล ชอร์เตนแล้ว เมืองหลวงแห่งดินแดนมังกรสายฟ้า ยังมี ทิมพู ซอง (Thimpu Dzong) เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของเมืองที่มีคนแวะเวียนไปเที่ยวกันไม่ได้ขาด
          ในอดีตซอง (Dzong) เป็นป้อมปราการที่ใช้เป็นฐานที่มั่นป้องกันข้าศึกรุกราน ก่อนปรับเปลี่ยนเป็นสถานที่บริหารราชการประจำเขตในกาลต่อมา (ซองบางแห่งจะมีวัด โรงเรียนสงฆ์ และพระภิกษุสงฆ์อยู่ในนั้นด้วย)
          ปี พ.ศ. 2536 หลังจากที่ภูฏานหันมาเน้นนโยบายด้านการท่องเที่ยวมากขึ้น ทางการจึงเปิดซองหลายๆ แห่งให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวตามไปด้วย
          สำหรับทิมพู ซองนั้น แรกเริ่มเดิมทีเป็นซองเล็กๆ ชื่อ โดงอนซอง (Do-Ngon Dzong) สร้างในปี พ.ศ. 1759 โดยพระลามะผู้ก่อตั้งนิกายลาปา (Lhapa) แต่หลังจากที่ ซับดรุง งาวังนัมเกล (Shabdrung Ngawang Namgyal) ได้รวบรวมภูฏานเป็นหนึ่งเดียวแล้ว พระองค์ได้สั่งให้รื้อถอนโดงอนซอง แล้วสร้าง ทิมพู ซอง ขึ้นมาใหม่ในพื้นที่เดิมในปี พ.ศ. 2157 โดยได้แบ่งเป็นส่วนราชการ และส่วนของสงฆ์ รวมถึงใช้เป็นที่ประทับของท่านในช่วงฤดูร้อน (พ.ค.-ต.ค.)
          ต่อมาในสมัยพระเจ้าจิกมี ดอร์จิ วังชุก ได้ทรงโปรดให้สร้างทิมพูซองเพิ่มเติมโดย เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางการปกครองและการบริหารประเทศ โดยได้เพิ่มเติม ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา ห้องทรงงานกษัตริย์และส่วนอื่นเพิ่มเข้ามา
          ปัจจุบันทิมพูซองมีห้องทั้งหมดกว่า 1,000 ห้อง แต่ว่าส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะได้เข้าชมเฉพาะส่วน Main Hall ที่ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป พระโพธิสัตว์ รูปเคารพองค์อื่นๆ และงานจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับศาสนาอันน่ามอง
          ส่วนใครที่อยากสัมผัสกับความขรึมขลังของวัดในแบบภูฏาน เมืองทิมพูมีวัดที่น่าสนใจให้เที่ยวชม อย่างวัดแม่ชี ซิลูคา (Zilukha Numnary) วัดหนึ่งเดียวในเมืองหลวงที่มีแม่ชีพำนัก และศึกษาเล่าเรียนอยู่ วัดชันกังคา (Changangkha Temple) วัดเก่าแก่อายุกว่า 600 ปี ที่มีหลายสิ่งหลายอย่างให้เที่ยวชม
          นอกจากงานสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นแล้ว กรุ๊ปทัวร์ส่วนใหญ่ที่ไปเที่ยวภูฏานมักจะไม่พลาดการไปเที่ยวสวนสัตว์ประจำเมืองหลวง ชมสัตว์หลากหลากชนิด โดยเฉพาะเจ้าตัว "ทาคิน" (Takin) ตัวชูโรงของสวนสัตว์แห่งนี้
          ทาคิน เป็นสัตว์ประจำชาติของภูฏาน ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงในพื้นที่หนาวเย็น มีหน้าและเขาคล้ายแพะ แต่ว่าไม่มีเครา ตัวใหญ่ประมาณวัว เมื่อโตเต็มที่มีน้ำหนักประมาณ 250 กิโลกรัม ทาคินจะกินใบไผ่หน่อไม้เป็นอาหารหลัก
          สำหรับเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของทิมพูที่ชวนสัมผัสก็คือ การขึ้นไปชมเมืองทิมพูในมุมสูง ณ จุดชมวิวประจำเมือง ที่วันไหนฟ้าเป็นใจก็จะได้เห็นตัวเมืองทิมพูตั้งอยู่ในอ้อมกอดแห่งขุนเขาได้อย่างชัดเจน ซึ่งแม้ว่าทิมพูจะเป็นเมืองหลวงเล็กๆ ที่ความเจริญทางด้านวัตถุดูเป็นรองเมืองใหญ่ๆ ทั่วไปในโลกนี้ แต่ว่าความสงบงาม และวิถีชีวิตของชาวเมืองก็ดลบันดาลให้ผู้ที่ไปสัมผัส เที่ยวชม เกิดความสุข มวลรวมในจิตใจได้ไม่น้อยทีเดียว
บันทึกการเข้า
tosnatoa
วัยซ่า
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 11 พฤศจิกายน 2010 »

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆครับ
บันทึกการเข้า

[
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: