หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ย่างกุ้ง-หงสาวดี"ตอน:ทัวร์อิ่มบุญกรุ่นอารยธรรมที่ย่างกุ้ง  (อ่าน 2155 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
toto
พี่ซ่า
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 200


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 05 พฤศจิกายน 2008 »


เที่ยวต่างแดน: ตะลอนทัวร์"ย่างกุ้ง-หงสาวดี"ตอน:ทัวร์อิ่มบุญกรุ่นอารยธรรมที่ย่างกุ้ง
Source - ผู้จัดการรายวัน (Th)


          ปัจจุบันแม้ย่างกุ้งจะไม่ได้เป็นเมืองหลวงของเมียนมาร์หรือพม่าอีกต่อไปแล้ว แต่ว่าคนไทยก็ยังคงนิยมเดินทางไปเที่ยวเมืองย่างกุ้งกันไม่ขาดสาย เพราะเมืองนี้มี "ชเวดากอง" เจดีย์ทองอันยิ่งใหญ่สวยงามสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองพม่าเป็นไฮไลต์ทางการท่องเที่ยวอันสำคัญ
          แต่ทั้งนี้ก็ใช่ว่าย่างกุ้งจะมีดีเฉพาะเจดีย์ชเวดากองเท่านั้น เพราะอันที่จริงแล้วอดีตเมืองหลวงเก่าหมาดๆยังมีสิ่งที่น่าสนใจให้เที่ยวอีกหลายอย่าง โดยเฉพาะร่องรอยอารยธรรมที่เปี่ยมไปด้วยวิธีพุทธ ผสมกับวิธีพื้นเมืองและความเป็นตะวันตกแห่งยุคอาณานิคมที่ยังคงที่ร่องรอยให้เห็นในบางจุด บางมุมของเมือง ซึ่งนี่คือเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของเมืองย่างกุ้งที่นักท่องเที่ยวไม่ควรผ่านเลยด้วยประการทั้งปวง
          ไหว้เจดีย์
          ณ ย่านใจกลางเมืองที่มุมหนึ่งเป็นตึกเทศบาลสีเหลืองหม่นทรงตะวันตก ส่วนอีกมุมหนึ่งเป็นอนุสาวรีย์ประกาศเอกราช (4 ม.ค. 1948) และสวนสาธารณะที่ด้านนอกดูพลุกพล่านด้วยผู้คนและรถราที่วิ่งกันขวักไขว่ ฟองใสไกด์สาวใหญ่ตัวใหญ่ที่มากไปด้วยประสบการณ์ พาผมกับเพื่อนร่วมทริปเดินมุ่งหน้าสู่ "เจดีย์สุเหล่" ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางใจเมือง
          เจดีย์สุเหล่ เป็นเจดีย์เก่าแก่สมัยพุทธกาลที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองซึ่งชาวย่างกุ้งเคารพนับถือกันมาก เพราะเป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่สุเลนัตหนึ่งในสี่นัตที่เกี่ยวข้องกับตำนานของเจดีย์ชเวดากอง เรียกว่าเจดีย์สุเหล่อยู่ในระดับน้องๆ ของชเวดากองเลยทีเดียว
          ในยุคอาณานิคมอังกฤษได้เลือกที่นี่เป็นศูนย์กลางของเมือง และได้สร้างโครงข่ายถนนล้อมรอบขึ้นราวๆ กลางศตวรรษที่ 19 โดยตลอดทั้งวันจะมีชาวพม่าแวะเวียนมาสักการบูชาเจดีย์สุเหล่กันไม่ได้ขาด
          เจดีย์สุเหล่มีลักษณะพิเศษที่ดูต่างจากเจดีย์ทั่วไปในพม่าก็คือเป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม (เจดีย์ส่วนใหญ่ในพม่าจะเป็นทรงกลม) รายล้อมไปด้วยซุ้มประจำทิศที่มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ภายในให้คนเข้าไปกราบไหว้บูชา รวมถึงเทพทันใจในด้านหนึ่งของเจดีย์ที่ชาวพม่านับถือกันมาก
          สำหรับอีกหนึ่งเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์ที่ฟองใสพาผมไปกราบไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคลก็คือ เจดีย์โบตะทาวน์ สีทองเหลืองอร่ามที่ใจกลางองค์เจดีย์เป็นที่เก็บพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า ภายใต้บรรยากาศของเพดานและผนังที่ล้วนมีแต่สีทองดูเหลืองอร่ามงามตา นอกจากนี้ในองค์เจดีย์ยังเป็นที่เก็บโบราณวัตถุเก่าแก่ไว้มากมายให้นักท่องเที่ยวเลือกเดินชมในช่องทางเล็กๆ กันตามใจชอบ
          อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจในเจดีย์โบตะทาวน์ก็คือพระพุทธรูปทองเหลืองอายุกว่า 140 ปี ที่กษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่าสร้างขึ้นก่อนเสียอาณานิคม พระพุทธรูปทองเหลืององค์นี้ดูขรึมขลังเปี่ยมศรัทธามาก ซึ่งคนพม่าเชื่อว่าใครที่มาอธิฐานก็จะสมหวัง
          แน่นอนว่างานนี้ผมไม่พลาดการเข้าอธิฐานขอพรองค์พระพุทธรูปทองเหลืองด้วยประการทั้งปวงส่วนจะสมหวังหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
          ไหว้พระ
          นอกจากจะเป็นดินแดนแห่งเจดีย์แล้วย่างกุ้งยังมีพระพุทธรูปให้เลือกสักการบูชากันมากมาย โดยพระพุทธรูปที่โด่งดังสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยก็คงหนี้ไม่พ้นพระนอนวัดเชาท์ทัตจี ที่เป็นพระนอนงอเข่าองค์โตยาวกว่า 70 เมตร แต่ว่าดูแล้วสมส่วนไม่เทอะทะ แถมยังมีริ้วจีวรที่พลิ้วไหวและพระบาทสีชมพู 2 ข้างที่งดงามไปด้วยลวดลายธรรมจักรสีทองที่น่ายล
          อนึ่งหลายๆ คนมักนิยมเรียกพระนอนองค์นี้ว่า "พระนอนตาหวาน" เนื่องพระดวงเนตรที่ดูอบอุ่นสบายตาของพระองค์นี้ทำด้วยกระจกสีฟ้าใส ซึ่งเข้ากันเป็นอย่างดีกับพระพักตร์ที่ดูอมยิ้มอยู่ตลาดเวลา
          สำหรับพระพุทธรูปที่น่าสนใจอีกองค์หนึ่งก็คือพระพุทธรูปหินอ่อนวัดเจ้าดอจี ที่เป็นพระพุทธรูปหินอ่อนสีขาวขนาดใหญ่ที่สุดในพม่า หนักถึง 60 ตัน และสูงถึง 37 ฟุต ซึ่งใครที่ไปเที่ยวย่างกุ้งแล้วน่าจะหาโอกาสไปกราบไหว้พระพุทธรูปหินอ่อนวัดเจ้าดอจีดูอีกครั้งเพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิต
          ชมเมืองชมตลาด
          นอกจากการเดินเข้าเดินออกไปไหว้พระไหว้เจดีย์ตามวัดต่างๆ แล้ว ฟองใสยังพาผมไปเดินทอดน่องในย่านไชน่าทาวน์ของพม่า ซึ่งแรกๆผมก็ออกจะงงๆ นิดๆ ว่าพม่ามีไชน่าทาวน์ด้วยหรือ แต่ว่าเมื่อได้ไปสัมผัสก็รู้สึกว่าไชน่าทาวน์ของพม่าถือว่ามีเสน่ห์ที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว
          ที่ไชน่าทาวน์ มีร้านรวงสินค้า และข้าวของขายมากมายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ อย่างกล้วย มะม่วง ทุเรียน และอาหารการกินมากมาย โดยเฉพาะอาหารพื้นเมืองแบบพม่าไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกง โรตี ขนมสารพัดอย่าง อาหารประเภทปิ้ง ย่าง ต้มที่มีไว้ให้กินในบรรยากาศคล้ายเยาวราชบ้านเรา
          สำหรับอาหารที่ทำให้ผมและเพื่อนร่วมทริปอดใจไม่ไหวต้องไปนั่งแช่กินอาหารในย่านไชน่าทาวน์ในบรรยากาศแบบพม่านั้นก็เห็นจะเป็น จิ้มจุ่มพม่า ที่มีลักษณะเป็นพะโล้หมูที่ทั้งเนื้อหมู ไส้ หัวใจ ตับ ปอด เครื่องใน ไข่ เสียบใส่ไม้ขนาดพอคำ เตรียมให้ลูกค้าเลือกหยิบจิ้มจุ่มลงไปในหม้อน้ำซุปใบใหญ่ที่ด้านล่างมีเตาถ่านไว้ให้ความร้อนอยู่ตลอดเวลา
          ลูกค้าคนไทยที่สนใจก็จะมานั่งที่หน้าหม้อซุปแล้วหยิบชิ้นพะโล้ไม้ที่สนใจส่งเข้าปาก โดยใครอยากเพิ่มรสชาติก็ให้จิ้มกับซอสพริกที่เหน็บไว้ข้างๆ หม้อซุป...อ้ำ จิ้มไม้พะโล้ลงในน้ำซุปเดือดๆ แล้วเข้าปาก รสชาติชวนกินไม่เบาทีเดียว
          จากย่านไชน่าทาวน์เราไปดูที่ย่านตะวันตกในพม่ากันบ้างที่ ถนนปันโซตัน ในละแวกนี้เป็นย่านราชการ ธนาคารออฟฟิศ ที่ 2 ฟากถนนยังคงไว้ด้วยสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกในยุคอาณานิคม โดยบางมุมบางช่วงของตึกจะมีแผงหนังสือเก่าและใหม่วางขายอยู่ทั่วไป
          อีกย่านหนึ่งที่นักท่องเที่ยวชาวไทยให้ความสนใจกันมากเป็นพิเศษก็คือที่ ตลาดสก็อต หรือตลาดโป๊ะโยค ที่มีสินค้าราคาเยา (ต่อได้) วางขายอยู่มากมายไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า แป้งตานาคา หยก หินสี รองเท้า กระเป๋า งานศิลปะ อาหารการกิน งานแกะสลักไม้ ของที่ระลึก และอีกสารพัดอย่าง นับเป็นย่านชอปปิ้งที่ดูดเงินคนไทยในแต่ละทริปได้ไม่น้อยทีเดียว
          และนี่ก็คือเสน่ห์ส่วนหนึ่งของย่างกุ้ง เมืองแห่งศรัทธาในพระพุทธศาสนาที่นอกจากจะมีพระมหาเจดีย์ชเวดากองสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองพม่าเป็นไฮไลต์สำคัญทางการท่องเที่ยว ย่างกุ้งยังมากไปด้วยเจดีย์และวัดวาอารามต่างๆ ที่ผสมผสานกับความเจริญทางวัตถุแบบตะวันตกของอดีตเมืองหลวงหมาดๆที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน ซึ่งถือแม้ว่ารูปแบบการปกครองในพม่าจะแตกต่างจากบ้านเราหากแต่ว่าเสน่ห์ทางการท่องเที่ยวของย่างกุ้งนั้นมีความน่าสนใจไม่แพ้กรุงเทพฯบ้านเราเลยทีเดียว
          ปัจจุบันย่างกุ้งเพิ่มกลายเป็นเมืองหลวงเก่าของพม่าได้ไม่นาน โดยแต่เดิมย่างกุ้งมีชื่อเรียกว่า "ดะโก่ง" ถือเป็นเมืองยุทธศาสตร์สำคัญทางตอนใต้ของพม่า
          ในปี ค.ศ. 1755 กษัตริย์อลองพญาได้ปราบพวกมอญ ซึ่งมีฝรั่งเศสหนันหลังได้สำเร็จและสามารถรวบรวมให้เป็นหนึ่งเดียว หลังจากนั้นจึ่งได้เปลี่ยนชื่อเมืองดะโก่งมาเป็นย่างกุ้งซึ่งมีความหมายว่าการต่อสู้ได้สิ้นสุดลงแล้ว
สำหรับ"หงสาวดี" ก็เป็นอีกหนึ่งเมืองที่มีคนนิยมไปเที่ยวกันไม่น้อย เพราะหงสาวดีวันนี้ยังคงไปด้วยร่องรอยแห่งความรุ่งโรจน์ของอดีตราชธานีเก่าที่ยังมีลมหายใจให้ผู้สนใจได้ไปสัมผัสเที่ยวชมกัน
หงสาวดี เมืองแห่งหงส์คู่         
          หลังพาไหว้ชเวดากองและพาทัวร์เมืองย่างกุ้งกันอย่างเต็มอิ่มแล้ว ในเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น "ฟองใส" ไกด์สาวใหญ่ตัวใหญ่ก็ได้พาผมและคณะมุ่งหน้าสู่เมืองหงสาวดีอยู่ห่างออกไปประมาณ 84 กม.
          ระหว่างทางฟองใสพาพวกเราไปแวะชมตลาดชุมชนยามเช้าในเมืองเทาจัน ซึ่งดูคล้าย ๆ กับตลาดตามชนบทในสมัยก่อนของบ้านเรา เพราะว่าเต็มไปด้วยผลผลิตทางการเกษตร พืช ผัก หมู ไก่ ปลา สด ๆ ในบรรยากาศซื้อขายแบบง่าย ๆ แต่ว่าก็มากไปด้วยชีวิตชีวา ไม่ว่าจะเป็น การชั่งน้ำหนักโดยใช้ตาชั่งแบบโบราณเทียบน้ำหนักให้เห็นกันจะจ หรือหนูน้อยที่หิ้วถังแหล็กเดินขายน้ำเย็นในแบบภูมิปัญญาชาวบ้านพม่า (แก้วละ 20 จั๊ต )แม่ค้าขายข้าวโพดที่ส่งรอยยิ้มเชิญชวนให้คนเข้าไปซื้อข้าวโพดต้มร้อนควันลอยกรุ่นจนเราอดไม่ได้ที่จะต้องควักเงินซื้อข้าวโพดต้มไปเสียหลายฝัก
          นับได้ว่าบรรยากาศอันเรียบง่ายแต่ไม่ไร้เสน่ห์ของตลาดชุมชนแห่งเมืองเทาจัน สามารถเรียกเสียงลั่นชัตเตอร์จากกล้องของผมจนเป็นเมืองเทาจัน จนมือเป็นระวิงทีเดียว ซึ่งก็เป็นเฉกเช่นเดียวกับบรรยากศในเมืองหงสาวดีที่พอรถตู้พาเข้าสู่เขตเมืองหงสาวดีเสน่ห์ของราชธานีเก่าแห่งนี้พุ่งหมับเข้าจับใจจั๋งหนับบุเรงนองในทันที
          หงสาวดีหรอืที่คนพม่าเรียกว่าเมือง "พะโค" เมืองนี้มีสัญลักษณ์เป็นหงส์คู่ (ตัวผู้อยู่บนล่างตัวเมียอยู่บน) ตั้งตระหง่านอยู่กลางเมือง
ฟองใสบอกกับผมว่าหงส์ตัวบนเป็นหงส์ตัวเมียส่วนหงส์ตัวล่างเป็นหงส์ตัวผู้ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นไปตามตำนานเมืองทที่จารึกไว้เป็นภาษามอญว่า "เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงยังดินแดนแห่งนี้ ได้ทอดพระเนตร เห็นหงส์ทอง 2 ตัวเล่นน้ำอยู่ จึงได้ทำนายว่ ภายในภาคหน้าเมืองนีจะกลายเป็นมหานคร ขึ้น ชื่อว่ "เมืองหงสาวดี"
          หลังจากนั้นดินแดนที่มีหงส์ทอง 2 ตัวลงมาเล่นน้ำก็ได้กลายมาเป็นมหานครและเป็นราชธานีในกาลต่อมา โดยได้มีการเสริมแต่เรื่องราวเกี่ยวกับหงส์ทอง 2 ตัว ที่เดิมที่ไม่ได้ระบุเพศว่า มีหงส์บินมาเกาะอยู่เหนือพื้นดินผืนเล็ก ๆ ในทะเล ผืนดินผืนเล็กนี้จนกระทั่งตัวเมียไม่มีที่เกาะ และต้องมาเกาะบนหลังตัวผู้
          เดิมที่หงสาวดีถือเป็นศูนย์กลางทางด้านต่าง ๆ อันสำคัญของชาวมอญ แต่ว่าต่อมาชาวพม่าได้เข้ามามีอิทธิพลเหนือเมืองหงสาวดีมากขึ้น ก่อนจะถูกพม่ายึดครองแบบเบ็ดเสร็จในสมัยของกษัตริย์อลองพญาในปี พ.ศ. 2300
          ในวันนี้หงสาวดีถือเป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งของพม่าที่มีสภาพของตึกรามบ้านเรือนรวงต่าง ๆ ไม่แต่กต่างจากเมืองใหญ่อื่น ๆ มากนัก โดยหลายพื้นที่ของเมืองนี้มีรถม้าไว้คอยบริการผู้โดยสาร ซึ่งถือว่เป็นอีกเสน่ห์หนึ่งอันน่ายลสำหรับคนไทยที่ห่างหายจากรถม้าไปช้านาน จะมีก็เฉพาะจังหวัดลำปางเท่านั้นที่ยังคงมีอณุรักษ์รถม้าเอาไว้
          สักการะเจดีย์ชเวมอดอ เจดีย์สูงที่สุดในพม่า
          ด้วยความที่มอญเคยมีอิทธิพลในดินแดนหงสาวดีมาก่อน ทำให้ร่องรอยแห่งความเป็นมอญยังคงหลงเหลือให้อนุชนรุ่นหลังได้ชมกันอยู่พอสมควร โดยสิ่งที่โดดเด่นที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้น เจดีย์ชเวมอดอ หรอืเจดีย์มุเตาที่ตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่ใจกลางเมืองหงสาวดี
          ฟองใสบอกกับผมว่าเจดีย์ชเวดอมอองค์นี้ถือว่ามี่ความโดดเด่นในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความเก่าแก่ 1,000 ปีที่ภายในบรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า ถือว่เป็น 1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์เจดีย์ชเวดอมอยังคงผ่านการพังทลายจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่มาแล้วถึง 4 ครั้ง โดยแผ่นดินไหวครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5ก.ค. พ.ศ. 2473 ได้ทำให้ปลียอดของเจดีย์องค์นี้หักพังลงมา แต่ว่าด้วยความศรัทธาของชาวเมืองที่มีต่อเจดีย์องค์นี้ พวกเขาได้ทำการสร้างเจดีญืชเวดอมอขึ้นมาใหม่ในปี พ.ศ. 2497 ด้วยความสูงถึง 374 ฟุต (แรกเริ่มที่สร้างสูง 70 ฟุต ) นับเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในพม่า ส่วนปลียอดที่พังลงมาก็ได้ตั้งไหว้ที่มุมหนึ่งขององค์เจดีย์เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้บูชาควบคู่ไปกับองค์เจดีย์ปัจจุบัน
          สำหรับความโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของเจดีย์ชเวมอดอก็คือ เป็นเจดีย์ที่มีลักษณะแบบมอญอย่างเด่นชัด คือมีฉัตรแบบเรียบ ๆ และมีองค์ระฆังของเจดีย์มีลักษณะแคบเรียวภายนอกหุ้มด้วยทองจังโก้ ภายในเป็นอิฐกลวง แตกต่างจากเจดีย์ชเวยดอมอแบบพม่า (อย่างชัดเจน) ส่วนบริเวณรอบ ๆ องค์เจดีย์ก็มีพระพุทธรูปหลายองค์กราบไหว้ มีอาคารสถาปัตยกรรมพม่า ผสมตะวันตกให้เดินชม มีหมอดูพม่าให้ผู้สนใจเข้าไปรับทราบดวงชะตาของตัวเอง นอกจากนี้ที่ด้านหนึ่งของเจดีย์ยังมีพิพิธภัฑณ์เล็ก ๆ เก็บโบราณวัตถุต่าง ๆ ให้ชม
          พระราชวังบุเรงนองอีกหนึ่งแห่งของดีแห่งเมืองหงสา ฯ
หากพูดถึงกษัตริย์ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเมืองหงสาวดีก็เห็นจพะไม่มีกษัติรย์พระองค์ใดโดดเด่นเท่า (พระเจ้าบุเรงนอง )หรือที่คนไทยรู้จักดีจากวรรณกรรมเรื่อง" ผู้ชนะสิบทิศ" เพราะว่าเป็นผู้สร้างเมืองหงสาวดีให้เจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก โดยพระองค์ได้สร้างพระราชวังบุเรงนองขึ้นในปี พ.ศ. 2109 เพื่อให้เป็นศูนย์กลางทางการปกครองและใช้ออกว่าราชการ
          กระทั่งถึงปี พ.ศ. 2142 ในสมัยพระเจ้านันทบุเรง พระราชวังบุเรงนองได้ถูกทำลายด้วยฝีมือของพวกยะไข่กับตองอู ทิ่งให้พระราชวังแห่งนี้รุกร้างลงเป็นเวลาร่วม 3 ศตวรรษ ซึ่งพระราชวังเดิมนั้นเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวร มหาราชเมื่อคร้งยังทรงพระเยาวน์ และถูกส่งมาเป็นตัวประกันอีกด้วย
          ในปี พ.ศ. 2533 มีการค้นพบเสาและกำแพงเดิมที่ถูกฝังอยู่ในดิน รัฐบาลพม่าจึงได้ทำการขุดค้นและสร้างพระรชวังบุเรงนองขึ้นมาใหม่เพื่อเป็นสถานทีท่องเที่ยวโดยถอดแบบจากของเดิม
          ซึ่งบางส่วนได้สร้างแล้วเสร็จไป ส่วนอีกบางส่วนก็กำลังรอทุนในการก่อสร้างอยู่
          โดยส่วนที่สร้างเสร็จและเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมพระตำหนักที่ประทับบรรทมสีทองเหลืองอร่ามที่ดูโดดเด่นชวนมองในรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบพม่า และท้องพระโรงที่ใช้ออกว่าการก็ดูโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมพม่าสีทองเหลืองอร่ามทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งในอนาคตที่นี่จะใช้เป็นสถานที่จัดแสดงเกี่ยวกับประวัติเมืองหงสาวดีและพระราชวังบุเรงนองอันสำคัญ ในขณะที่ปัจจุบันเป็นโถงโล่ง ๆ มีราชรถจำลอง โมเดลของพระราชวัง และบานประตูไม้สักขนาดใหญ่ของพระราชวังเดิมวางไว้ให้ชม
          สำหรับพระราชวังบุเรงนองไม้ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะสร้างเสร็จแต่เท่าที่ผมชมโมเดลของพระราชวังแห่งนี้ ถ้าหากว่าสร้างเสร็จเมื่อไหร่ พระราชวังบุเรงนองจะกลายเป็นอีกที่หนึ่งไฮไลต์ทางการท่องเที่ยวอันสำคัญของเมืองหงสาวดีเลยทีเดียว
          ส่วนในวันนี้ก็ชมสิ่งที่มีอยู่ของพระราชวังบุเรงนองไปพลาง ๆ ก่อน ซึ่งนอกจากพระราชวังแห่งนี้แล้ว เมืองหงสาวดียังมีสิ่งดี ๆ ที่ชวนเที่ยวอีกหลายจุด โดยจุดเด่นที่มีนักท่องเที่ยวไปกันจำนวนมากก็เห็นจะเป็น พระนอนชเวตาลยอง ที่ยาว 50 เมตร แต่ว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในหงสาวดี ที่ในแต่ละวันจะมีผู้คนแวะเวียนไปสักการะกันไม่ได้ขาด
          สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ด้านล้าง (ด้านหน้า) ของพระนอนนั้นถือเป็นจุดช็อปสินค้าพม่าชั้นดี โดยสินค้าที่โดดเด่น ๆ ก็จะเห็นเป็น งานไม้และงานฝีมือของพ่อค้าแม่ค้าชาวพม่าที่มีวางขายอยู่ทั่วไป
          อีกจุดหนึ่งที่ถือว่ามีความโดดเด่นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพระนอนชเวตายองก็คือ เจดีย์ไจปุ่น ที่มีพระพุทธรูปปางสมาธิ 4 องค์ความสูงประมาณ 30 เมตร นั่งหันหลังชนกันแล้วหันหน้าออกไป  4ทิศ เป็นจุดสนใจสำคัญให้ผู้คนเข้าไปกราบไหว้บูชา
          นอกจากนี้สิ่งที่น่าสนใจในข้างต้นแล้ว หงสาวดียังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ เจดีย์โกเต็งโกตานพระหินขาว พระมหาเจดีย์ โดยสิ่งเหล่านี้ถือเป็นมรดกแห่งความรุ่งโรจน์ที่ทำให้อดีตราชธานีเก่านามว่า "หงสาวดี" ดูมีเสน่ห์ชวนเที่ยวอยู่เสมอ
          สำหรับผู้สนใจไปเที่ยวย่างกุ้งกับทัวร์นั้น ช่วงนี้สายการบินบางกอกแอร์เวย์สมีโปรโมชั่นพิเศษ สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ โทร.0-2265-5770-4
          ส่วนการเข้าไปเที่ยวในพม่า ต้องยื่นขอทำวีซ่าเข้าประเทศพม่าก่อน เวลา-ของพม่าจะช้ากว่าประเทศไทย 30 นาที สกุลเงิน-พม่าใช้เงินจั๊ตที่ประมาณ 30 จั๊ต เท่ากับ 1 บาทไทย (อัตราแลกเปลี่ยนเดือนมิ.ย.)
บันทึกการเข้า
tosnatoa
วัยซ่า
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 11 พฤศจิกายน 2010 »

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆครับ
บันทึกการเข้า

[
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: